วารสารศาสตร์ยังจำเป็นอยู่อีกหรือ?(ตอนที่ 1) / โดย “OMG”

23 มิถุนายน 2556 | อ่านแล้ว 730 ครั้ง    

วารสารศาสตร์ยังจำเป็นอยู่อีกหรือ?(ตอนที่ 1

 

หายไปร่วมเดือน OMG ติดภารกิจระดับชาติหลายเรื่อง ทั้งฝนตกหนัก ไฟฟ้าดับ (เกี่ยวอะไร?) ก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะวันนี้ไม่มีอะไรจะเขียน (อ้าว!) แต่ขอยกที่อ.อริน เจียจันทร์พงษ์ ที่เป็นผู้บรรยายให้เอกวารสารและหนังสือพิมพ์ ซึ่งไปพูดให้กับศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ) (พูดเมื่อปีที่แล้ว-แต่ยังน่าสนใจอยู่) มาแชร์ให้พี่ๆน้องๆได้อ่านละกัน (หาเรื่องอู้ไปได้อีกสัปดาห์ ฮิฮิ)

 

ที่คัดมามีดังนี้นะจ๊ะ...(ยาวมาก แบ่งเป็น 2 ตอน)

 

ผมได้รับมอบหมายจากศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ) ให้ไปนำสนทนาเกี่ยวกับวารสารศาสตร์ในยุคเปลี่ยนผ่าน ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บรรดาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ และสมาคมวิชาชีพ ก็ได้จัดสัมมนาในเรื่องทำนองนี้อยู่พอสมควร ซึ่งในหลายเวทีท่านผู้เชี่ยวชาญในด้านวิชาชีพ วิชาการ ได้บรรยายถึงประเด็นที่ว่า คนทำข่าว จะทำข่าวอะไร ทำข่าวกันอย่างไร คนสอนหนังสือจะสอนอะไร ให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการสื่อสาร มิเช่นนั้นต่อไปเราจะอยู่ลำบาก

 

เพราะวันนี้ ไม่มีเส้นมาขีดคั่นระหว่างคนทำข่าวและคนอ่านข่าวให้แยกจากกันอีกต่อไป ทั้งสองฝ่ายต่างไหลเลื่อนกันไปมาไปพร้อมกันๆอยู่ตลอดเวลา ใครๆก็ทำข่าวได้ด้วยโทรศัพท์มือถือของตนเอง ขอเพียงแต่อยู่ถูกที่ถูกเวลาเท่านั้น

 

ยิ่งไปกว่านั้น การรายงานเหตุการณ์หรือการถ่ายทอดมุมมองต่อเหตุการณ์ที่มาจากผู้ซึ่งไม่ใช่นักข่าวหรือไม่ได้จบด้านนี้มาโดยตรง หลายครั้งหลายคราก็แหลมคม ลึกซึ้ง มีข้อมูลมายืนยัน เข้าถึงเหตุการณ์ได้เร็ว ซึ่งสามารถหาได้มากมายจากสื่อที่ไม่ใช่สื่อหลักอย่างหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ดับชาติเสียด้วยซ้ำ (เช่นกรณีระเบิดย่านอ่อนนุช หรือเวลามีภัยพิบัติต่างๆ)

 

ที่ผ่านมาเรามักจะได้ยินว่า คนที่เรียนจบด้านวารสารศาสตร์มาโดยตรง เมื่อเข้าไปทำงานแล้วก็ไม่สามารถทำงานได้คล่องแคล่ว เนื่องจากรู้แต่พวกเทคนิค แต่ไม่มีความรู้เฉพาะทางในส่วนที่ตนเองต้องไปทำข่าว เช่น ไม่มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจเลยแต่ต้องไปทำข่าวด้านนี้ สู้คนที่เรียนเศรษฐศาสตร์มาโดยตรงไม่ได้ เป็นต้น ท่านที่เป็นผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจรับนักข่าวคงทราบในจุดนี้ดี

 

ในเวทีของ TCIJ ที่ผมได้ไปชวนผู้เชี่ยวชาญด้านวารสารศาสตร์คุยนั้น ก็ได้ไปขอความรู้ คำแนะนำ ว่า เราจะเรียนจะสอนอย่างไร และ ตกลงแล้ววารสารศาสตร์ ยังจำเป็นอยู่อีกหรือ? 

 

ก่อนหน้าที่จะไปพูด ผมลองไล่ถามเพื่อนๆพี่ๆนักข่าว อาจารย์รุ่นพี่ๆในประเด็นนี้ ก็ได้รับคำตอบต่างกัน เช่น

 

บางท่านก็บอกว่า เรียนด้านนี้ก็จะรู้ความคิดพื้นฐาน มันต้องมีหลักการที่เป็นแกนๆบ้างล่ะ เช่น คุณค่าทางข่าว การเขียนข่าว พวก 5 W 1 H หรืออะไรก็แล้วแต่

 

บ้างก็ตอบว่า เรียนเพื่อเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า คาแรกเตอร์สื่อดั้งเดิมเป็นอย่างไร สื่อใหม่เป็นอย่างไร มี วิธีการสื่อ อย่างไรให้สอดคล้องกับไวยากรณ์ของสื่อนั้นๆ แต่ก็ต้องขวนขวายเองเพิ่มเติมในสาขาอื่นๆด้วยนะ ทำนองอย่างนี้

 

หรือคำตอบที่ได้ยินมานานนมก็คือ เรียนสาขานี้โดยตรงเราจะแม่นยำในเรื่องพวกจริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เป็นมืออาชีพกว่าคนที่ไม่ได้จบมาโดยตรงแล้วมาทำสื่อหรือทำข่าว รวมถึงพวกการใช้เครื่องไม้เครื่องมือ  

 

ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า เรียนลึกในสาขาอื่นแล้วค่อยมาฝึกการเขียนข่าวอะไรต่างๆ แป๊บเดียวก็คล่อง 

 

หรือมีการเสนอว่า ควรเปิดสอนระดับหลังปริญญาตรีจะดีกว่า เพราะคนทำสื่อน่าจะมีความรู้ทางสังคมศาสตร์ก่อน เหมือนการเรียนกฎหมายในสหรัฐอเมริกาที่รับเฉพาะคนที่จบปริญญาตรีจากสาขาอื่นมาแล้ว เพราะมองว่า กฎหมายเป็นวิชาชีพ ฉะนั้นต้องรู้จักสังคมก่อน เพื่อให้นำมาปรับใช้กับกฎหมายได้

 

บ้างก็โต้แย้งในเรื่องความเป็นมืออาชีพ จรรยาบรรณวิชาชีพว่า คนที่จบมาโดยตรงไม่เห็นจะมีสิ่งที่ว่ามานี้ มากกว่าคนที่ไม่ได้เรียนมาโดยตรงตรงไหน

 

นอกจากนี้ เอาเข้าจริงๆ ผมก็ได้ยินคำถามทำนองนี้มาตั้งแต่เรียนปริญญาตรีปี 2540 ต้นๆด้วยซ้ำและไม่ได้พูดในบริบทของสื่อใหม่ แต่เป็นวิทยุโทรทัศน์นี่แหละ เพราะแค่ข่าววิทยุโทรทัศน์ ก็มาบ่อย มาถี่ เร็วกว่าข่าวจากหนังสือพิมพ์แล้ว มีการเอาข่าวจากหนังสือพิมพ์ไปอ่านในวิทยุและโทรทัศน์กันมาตั้งนานแล้ว            

 

ทั้งหมดที่ฟังๆ มา ผมคล้อยไปทาง การปรับให้เรียนระดับหลังปริญญาตรี แต่ถ้าเป็นไปไม่ได้ วารสารศาสตร์ในตอนนี้ยังขาดอะไร เราจะทำอะไรกับมันดี

 

เริ่มต้นผมก็ลองไปค้นๆดูว่า ในอดีตเทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ๆ มันสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมอย่างไร และวิชาวารสารศาสตร์มันเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร ก็พบว่า  

 

1. ก่อนจะมีการพิมพ์ อำนาจในสังคมอยู่ในมือของผู้ที่อ่านออกเขียนได้เป็นอย่างดี เพราะการเขียนจดหมาย ตำราด้วยลายมือ มักใช้ภาษาละติน ซึ่งเป็นภาษาของศาสนจักร ชนชั้นสูง ซึ่งต้องเรียนเป็นภาษาที่ 2 สิ่งที่เขียนก็คือคัมภีร์ไบเบิ้ล ความรู้ทั้งหลายก็อ้างอิงจากไบเบิ้ล การคัดลอกเอกสารทุกชนิดก็ต้องทำด้วยตนเองเพื่อให้แน่ใจว่า เอกสารทุกฉบับจะเหมือนกัน ศาสนจักรที่ผูกขาดเรื่องการผลิตความรู้และการตีความความรู้จึงมีอำนาจ

 

แต่เมื่อมีการพิมพ์เกิดขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 15 ก็หมายความว่า มันผลิตหนังสือได้มากขึ้น การจะขยายตลาดก็ต้องปรับภาษาให้เป็นภาษาท้องถิ่นเพื่อให้คนทั่วไปสามารถอ่านได้ การพิมพ์ตอนแรกๆก็พิมพ์ไบเบิ้ล ความรู้ต่างๆที่เคยอ้างอิงจากไบเบิ้ลตอนนี้คนทั่วไปก็สามารถตีความโต้แย้งกับฝ่ายศาสนจักรได้ และมีการพัฒนาวิธีการศึกษาหาความรู้อย่างเป็นระบบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ การพิมพ์ยังทำให้แพร่กระจายความรู้ เพราะคนสามารถมีหนังสือเป็นของตัวเองได้มากขึ้น ไม่ต้องไปนั่งคัดลอก นักศึกษาในมหาวิทยาลัยก็มีเพิ่มขึ้น ขยายความรู้ไปกว้างขวาง เกิดคนกลุ่มใหม่ขึ้นมาในสังคม และพัฒนาต่อยอดทางความรู้กันอย่างรวดเร็ว อำนาจที่อยู่ในมือของสถาบันศาสนาก็ลดถอยลงเรื่อยๆ

 

2. ต่อมาอีกราว 200 ปีให้หลัง (ศตวรรษที่ 17) มีการพิมพ์หนังสือพิมพ์ ซึ่งเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวกับสังคมผู้คน การเมือง สิ่งที่เรียกว่า ข่าว ก็เกิดขึ้น คนก็รับรู้เรื่องราวของสังคมตนเองและโลกภายนอกมากขึ้น และแน่นอนว่า มีผลต่ออำนาจของผู้ปกครองที่มีอยู่เดิมที่ย่อมต้องถูกท้าทาย เพราะการอ่านไม่สามารถมีใครมาควบคุมการตีความได้ แต่ทำให้คนอ่านครุ่นคิดเอง นอกจากนี้การที่คนเป็นเจ้าของหนังสือได้มากขึ้น หลายประเภทขึ้น มันก็สนับสนุนการอ่านอย่างเป็นส่วนตัว ซึ่งตรงนี้ก็ส่งเสริมสำนึกแบบปัจเจกบุคคล (ความคิดเรื่องการเป็นเจ้าของทรัพย์สินส่วนตัว)

 

3. หนังสือพิมพ์เป็นสื่อมวลชนชนิดแรก ที่ได้มารองรับกับสภาวะที่สังคมเปลี่ยนแปลง โดยเป็นพื้นที่ที่ไว้พูดแสดงความคิดเห็น เป็นช่องทางที่จะได้รับข่าวสารข้อมูลที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ นักปรัชญาการเมืองที่พูดถึงความคิดประชาธิปไตยก็เกิดขึ้นช่วงนั้น อย่างจอห์น ล็อก ที่พูดถึงเรื่องสัญญาประชาคมว่า มนุษย์มาทำสัญญารวมตัวกันเป็นสังคม จึงยอมสละสิทธิอำนาจบางส่วนที่แต่ละคนได้มาโดยธรรมชาติ เท่าที่จำเป็นแก่การให้สังคมอันเป็นองค์กรส่วนรวมมีสิทธิอำนาจช่วยดูแลปกปักรักษาสิทธิเหนือร่างกาย ชีวิต ทรัพย์สิน รัฐบาลที่ได้ทำสัญญากับสังคมก็อยู่ภายใต้ขอบเขตของอำนาจที่สังคมให้ไปเท่านั้น 

 

หรือนั่นก็คือ เราเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นเจ้าของชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน มีสิทธิในการกำหนดวิถีชีวิตตนเองและร่วมกำหนดอนาคตของสังคมได้ ไม่ใช่จะปล่อยให้อำนาจการกำหนดชะตากรรมอยู่ในมือใครเพียงกลุ่มเล็กๆ ทุกคนแม้จะเกิดมาไม่เท่ากันแต่ต้องได้รับสิทธิในการมีอำนาจต่อรองที่เท่าเทียมกับคนอื่นๆ ในการณ์นี้เราจึงต้องสามารถรับรู้ข่าวสาร และสามารถส่งเสียง มีส่วนร่วม ตรวจสอบ กำกับตัวแทนของเรา ให้ดำเนินการให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น

 

วารสารศาสตร์อันเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการเสนอข่าวและสถานการณ์ให้ผู้อ่านได้รับรู้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง เที่ยงตรงเพื่อตอบสนองความอยากรู้ด้านข่าวสารของผู้อ่าน ปรัชญาของมันจึงยึดโยงกับสิ่งที่อธิบายมาข้างต้น ซึ่งก็จะเห็นได้ว่า มันเป็นสิ่งที่มาควบคู่กับการเรียกร้องในการปกครองตนเองหรือประชาธิปไตย และเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประชาธิปไตยไปพร้อมกัน 

(ต่อตอน 2) ที่ http://www.ictsilpakorn.com/ictmedia/detail.php?news_id=149#.Uca5fPmePTI



เรื่องโดย OMG

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)