ปอกเปลือกชีวิต “เมื่อขอทาน...เขียนหนังสือ”

7 กรกฎาคม 2556 | อ่านแล้ว 1088 ครั้ง    

 

ขอขอบคุณภาพจาก http://www.wegivegroup.com/wp-content/uploads/2012/11/IMG_2052.jpg

 

ลายครั้งที่นั่งรถเมล์ผ่านชุมทางใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ บางครั้งเราจะเห็นคนเนื้อตัวสกปรกมอมแมม ใช้พื้นทีสาธารณะเป็นบ้าน มีเพียงกระดาษหนังสือพิมพ์บางๆ เป็นที่รองนอน และมีผืนฟ้ากว้างใหญ่เป็นหลังคา

 

ส่วนอาหารของเขานั้น บางคนก็เดินไปเดินมาหาเก็บเศษอาหารที่ตกหล่นตามพื้นมาใช้ในการประทังชีวิตไปวันๆ

 

บางคนต้องไปรื้อถังขยะเพื่อค้นหาสิ่งของเหลือๆ ที่คนอื่นเขาทิ้งแล้วมากิน

 

หรือบางคนก็นั่งยิ้มหัวเราะคนเดียว

 

ส่วนสถานที่ทำงานของพวกเขา บางคนก็นั่งขอทานอยู่ริมฟุตบาทหรือบนสะพานลอย

 

คนทั่วไปอาจจะมองเขาเหล่านี้ด้วยสายตาที่ไม่ไว้วางใจ

 

ฉันสงสัยอยู่ในใจมาตลอดว่า ทำไมหนอ ถึงไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปช่วยเหลือดูแลอย่างจริงจัง

 

ครั้งหนึ่งฉันไปทำธุระแถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ขณะที่กำลังเดินลงสะพานลอยเพื่อมารอรถเมล์เพื่อกลับบ้านในอีกฟากฝั่งของถนน

 

ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาโพล้เพล้ ขณะกำลังเดินลงบันไดจู่ๆ ก็ชะงักและตัดสินใจหันกลับไปด้านหลังอีกครั้ง

 

เพราะหางตาไปสะดุดกับตัวหนังสือบนกระดาษสีขาวว่า “เมื่อขอทาน...เขียนหนังสือ”

 

ฉันไม่รีรอที่จะเข้าไปหาคุณลุงคนนั้นด้วยความสนอกสนใจและอยากรู้ในทันที

 

เมื่อกวาดสายตามองไปมองมาอยู่หลายรอบ ก็พบว่า มีหนังสือเล่มเล็กขนาดเท่ากับหนังสือนวนิยายทั่วไป หน้าปกไม่ได้สวยงามอะไรเป็นเพียงตัวอักษรที่ถูกตีพิมพ์ลงบนกระดาษสีขาวมอๆ ธรรมดาและนำมาเย็บเล่มด้วยแม็ก วางเรียงรายกันอยู่

 

เวลาผ่านไปชั่วครู่แต่ฉันก็ยังคงจับจ้องอยู่กับหนังสือที่วางเรียงกันตรงหน้า ไม่นานนักฉันก็หยิบขึ้นมาสองเล่ม เล่มแรกใช้ชื่อเรื่องว่า “อุทาหรณ์ชีวิต” อีกเล่มเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสำนวนและคำต่างๆ ที่มีความหมายดี

 

ฉันพลิกเพื่ออ่านดูเนื้อหาด้านในทั้งสองเล่มเพราะยังตัดสินใจเลือกไม่ถูก

 

“คุณลุงเขียนเองหมดเลยหรอคะ” ฉันถาม

 

“ใช่” คุณลุงใส่เฝือกที่คอท่านนี้ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาตอบฉันอย่างห้วนๆ ก่อนที่จะหันกลับไปเรียกลูกค้าที่เดินผ่านไปมาแถวนั้น

 

คุณลุงใช้นามปากกาในการเขียนว่า “คนนู/คูนนท์” ซึ่งก่อนหน้าที่จะมาทำอาชีพที่เจ้าตัวระบุว่า เป็นขอทาน คุณลุงเคยรับราชการเป็นครูที่จังหวัดอุดรธานี แต่มีหนี้สินติดตัวอยู่กว่าสามล้านบาทจนต้องมาเป็นขอทานในที่สุด

 

ยืนเลือกนานสองนานในที่สุดฉันก็ตัดสินใจซื้อหนังสือทั้งสองเล่มนั้นกลับมา ฉันกำลังจะควักเงินออกมาจ่ายให้คุณลุง 75 บาท แต่คุณลุงกลับหยิบเพียงแบงค์ 50 บาทไป แล้วบอกว่า “ลุงลดราคาให้ ลุงอยากให้คนอ่านได้กลับไปอ่านหนังสือของลุงจริงๆ ไม่ใช่ซื้อไปเพราะความสงสารหรืออยากช่วยลุงเท่านั้น”

 

ตัวอักษรทุกตัวที่ถูกเรียงร้อยขึ้นเป็นประโยคและเรื่องราวแม้จะดูไม่ราบรื่นสละสลวยเหมือนภาษาของนักเขียนฝีมือฉกาจ แต่สำหรับฉันแล้วตัวอักษรเหล่านี้กลับมีคุณค่าทางความคิดและจิตใจของผู้ที่ได้อ่านเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

 

เรื่องราวเลวร้ายต่างๆ ที่คุณลุงประสบพบเจอและนำมาถ่ายทอดในทุกบรรทัดเป็นทั้งอุทาหรณ์สอนใจและแง่คิดเตือนสติอีกมากมาย

 

แม้ว่าคุณลุงจะเจอเรื่องราวในชีวิตที่แสนสาหัสเพียงใดคุณลุงกลับไม่เคยคิดย่อท้อต่อโชคชะตา เพราะสองมือสองเท้าที่ยังคงหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองได้ ขอเพียงแค่โอกาสจากคนในสังคมที่หยิบยื่นให้เท่านั้น

 

คนทุกคนเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ เลือกที่จะเป็นคนดีของสังคม เลือกที่จะทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม

 

คุณลุงไม่ต้องการเงินทองหรือสิ่งของที่หลายคนมอบให้เฉยๆ โดยเปล่า หากแต่คุณลุงต้องการแลกด้วย “แง่คิด” ที่หวังจะให้ผู้อ่านได้รับจากหนังสือที่ถูกกลั่นกรองมาจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของตัวเอง



เรื่องโดย ณัฏฐ์นรี กระกรกุล ไอซีทีนิเทศศาสตร์ ศิลปากร รุ่น 1

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)