คนไทยตายปีละหมื่นคน อุบัติเหตุรถยนต์คร่าชีวิต เสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 2.3 แสนล้านบาท

2 มกราคม 2556 | อ่านแล้ว 4886 ครั้ง    

ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ลูกศิลป์ รายงานว่า เว็บไซต์สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม เปิดเผยตัวเลขผู้ใช้รถยนต์ประสบอุบัติเหตุในแต่ละปี พบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2550-2554 มีผู้ใช้รถยนต์ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 10,291 คน บาดเจ็บ 52,474 คน

โดยสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุอันดับ 1 เกิดจากการขับรถเร็วเกินอัตราที่กำหนด 23.3 เปอร์เซ็นต์ รองลงมา อาทิ การขับรถตัดหน้ากระชั้นชิด การฝ่าฝืนสัญญาณจราจร เมาสุรา ซึ่ง

ก่อนหน้านี้ รายงานมูลค่าความเสียหายจากอุบัติเหตุในประเทศไทย สำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เคยคำนวณมูลค่าความเสียหายดังกล่าวในมิติเศรษฐกิจ อาทิ แรงงานและผลผลิต ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ ความเสียหายที่เกิดกับชีวิตและทรัพย์สิน ฯลฯ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ประเทศต้องเผชิญในแต่ละปี (มูลค่าเฉลี่ยปี 2550) เป็นมูลค่าสูงถึง 2.3 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.8 ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ


นักเศรษฐศาสตร์ชี้ รัฐ-ประชาชน ต้องร่วมกันรณรงค์ทั้งสองฝ่าย

นายอุ่นกัง แซ่ลิ้ม อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุไม่ควรเกิดขึ้น  ประเทศที่เจริญกว่าประเทศไทยจะเกิดอุบัติเหตุน้อยมาก  เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่สามารถประเมินค่าได้ในทางเศรษฐศาสตร์เนื่องจากเป็นเรื่องทางจิตใจ รัฐต้องมองชีวิตพลเมืองอย่างมีค่า ดังนั้นจึงต้องพยายามทำให้การเสียชีวิตเป็นศูนย์ให้ได้  อุบัติเหตุทางรถยนต์ส่วนหนึ่งเกิดจากความประมาท แต่อีกส่วนก็เกิดจากเครื่องไม้เครื่องมือ

“ถ้ามองในเชิงอุปสงค์และอุปทานจะพบว่าอุปทานคือสัญญาณป้ายจราจรต้องชัดเจนมีมาตรฐานมากกว่านี้และบังคับใช้กฎหมายจริงจังส่วนการกระตุ้นทางอุปสงค์ก็ต้องการการรณรงค์ให้คนมีความตระหนักระมัดระวังทั้งสองอย่างนี้ต้องไปพร้อมกันและภาครัฐต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจว่ามีมาตรการอะไรบ้างอาจจะใช้เวลาประมาณ3 เดือนรณรงค์กวดขันอย่างหนักและจริงจังเพื่อให้เกิดความเคยชินและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแต่คิดว่าภาครัฐอาจมีปัญหาเรื่องอุปทานในเรื่องกำลังคน” นายอุ่นกังกล่าว

ผอ.เครือข่ายลดอุบัติเหตุ ระบุ จำนวน อุบัติเหตุลดลงแต่ความรุนแรงเพิ่มขึ้น

นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) กล่าวว่าปัญหาเรื่องอุบัติเหตุบนถนนมีความสัมพันธ์กับหลายประเด็น  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถคนและถนน  การดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของประสิทธิภาพของตัวผู้ขับขี่  ส่วนสภาพของรถยนต์ก็มีส่วน  ทั้งนี้สคอ.ได้รณรงค์ให้ขับขี่อย่างปลอดภัยทั้งช่วงเทศกาลและช่วงเวลาปกติแต่ก็ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

“จากสถิติของสคอ.พบว่าจำนวนครั้งของอุบัติเหตุจำนวนคนที่บาดเจ็บสาหัสและจำนวนผู้เสียชีวิตลดลงแต่ความรุนแรงกลับเพิ่มมากขึ้นเมื่อก่อนผู้ที่ประสบอุบัติเหตุไม่ถึงขั้นเสียชีวิตแต่สมัยนี้ประสบเหตุเพียงแค่ครั้งเดียวก็ถึงขั้นเสียชีวิต3-4 คนค่าเฉลี่ยทั้งปีประมาณ15-50 รายต่อวัน” นายพรหมมินทร์กล่าว

เผยคนตายกว่าครึ่งเป็นวัยรุ่นอายุ 15-24 ปี

นายพรหมมินทร์ กล่าวอีกว่า ที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างคือ คนที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน เกือบครึ่งมีช่วงอายุประมาณ15-24 ปี ที่สำคัญในช่วงเทศกาลจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเป็นสองเท่า โดยมักเกิดในถนนสายรองในหมู่บ้าน ซึ่งเด็กมักถูกใช้ไปซื้อน้ำแข็ง โซดา มากินเลี้ยง ส่วนถนนสายหลักไม่ค่อยเกิดอุบัติเหตุเท่าไหร่นัก

นายสุรสิทธิ์ ศิลปงาม ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวว่า มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นประมาณ200,000 ล้านบาทต่อปี เป็นตัวเลขที่สูงมาก ทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไปอย่างมาก หากเทียบกับการก่อสร้างรถไฟฟ้าจะสามารถสร้างสถานีรถไฟฟ้าได้ถึงปีละ 1 สาย จึงอยากฝากว่า การใช้ถนนโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยส่งผลกระทบต่อประเทศชาติอย่างมหาศาล

ตำรวจ ชี้ รณรงค์ขับขี่ปลอดภัยเหมือนไฟไหม้ฟาง

ร.ต.อ.สิทธิศักดิ์  เตมียศิลปิน รองสารวัตรป้องกันปราบปรามสถานีตำรวจภูธรบางปู จังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า การรณรงค์ให้ขับขี่ปลอดภัยยังเหมือนไฟไหม้ฟาง คือ รณรงค์เพียงแค่ช่วงแรก  พอหมดการรณรงค์ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  อุบัติเหตุจึงเกิดเหมือนเดิม

และสถิติที่พบว่าจำนวนอุบัติเหตุลดลงก็ไม่ใช่ความจริงข้อมูลจริงคือทุกที่ไม่มีใครต้องการให้พื้นที่ของตัวเองมีจำนวนผู้เสียชีวิตจำนวนมาก  ตอนทำสถิติ หากเป็นแค่อุบัติเหตุเล็กน้อยจึงตัดทิ้งไป ไม่นับเป็นอุบัติเหตุ จะนับแต่อุบัติเหตุใหญ่เท่านั้น  ทุกจังหวัดบิดเบือนข้อมูลหมด  ตนยังคิดว่า การรณรงค์ยังไม่มีผลต่อคนไทยมากนัก เพราะคนไทยยังขาดวินัยในการใช้ถนนสาธารณะ

จนท.กู้ชีพ เชื่อ ด่านตรวจไม่เข้มงวด

นายดิเรก บุญเส็ง เจ้าหน้าที่กู้ชีพศูนย์นเรนทร กล่าวว่า การรณรงค์ให้ขับขี่ปลอดภัยทำให้อุบัติเหตุลดลงได้  แต่หากไม่ได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ หรือร่วมมือแต่ไม่จริงจัง ก็ไม่เกิดผล  ทั้งนี้อุบัติเหตุมักเกิดในต่างหวัด โดยเฉพาะถนนสายรองและเขตชุมชน

เนื่องจากผู้คนประมาทและเมาสุรา  แต่ในกรุงเทพมหานครนั้นมีการตั้งด่านเพื่อสกัดผู้ที่เมาแล้วขับ  ทำให้ตัวเลขของอุบัติเหตุไม่สูงเท่าในต่างจังหวัด ปัจจัยหลักจึงอาจจะเป็นเรื่องไม่ความเข้มงวดของด่านตรวจ ทำให้ยังเกิดอุบัติเหตุอยู่  และขณะใช้ถนน  ผู้ขับขี่เองก็ต้องคำนึงถึงชีวิตของผู้ใช้ถนนคนอื่นด้วย ไม่ใช่แค่ชีวิตตนเองเท่านั้น

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ที่โพสต์ของเรา



เรื่องโดย กชกร บัวพูน, กมลชนก ศรีสวัสดิ์, ณหทัย คชมิตร, พิมพกานต์ จำรัสโรมรัน, เจนจิรา ด้อมกลาง และเยาวลักษณ์ ชโลวัตร

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)