สะพานปลากับสิ่งที่เริ่มหายไป

19 กุมภาพันธ์ 2558 | อ่านแล้ว 895 ครั้ง    

  

ประมงพื้นบ้านอยู่คู่กับชุมชนชายฝั่งของประเทศไทยมานาน สะพานปลาชะอำ จ.เพชรบุรีก็เป็นหนึ่งในนั้น สถานที่แห่งนี้คับคั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวที่แวะมาทานอาหารและซื้อของทะเลสดๆ รวมทั้งบรรดาพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่เเวะเวียนกันมาซื้อของจากชาวประมง เนื่องจากเป็นจุดเทียบเรือของเรือประมงทุกขนาด ตั้งแต่เล็ก กลางไปจนถึงขนาดใหญ่ หรือขนาด 4 วาไปจนถึง 8 วา

 

เมื่อเรือมาถึงท่า ลูกเรือจะนำของทะเลขึ้นฝั่ง คัดแยกชนิด แยกขนาด เตรียมจำหน่ายให้เเก่ลูกค้าทั้งหลาย

 

“ป้านวย” ชาวอ.ชะอำ เป็นอีกคนหนึ่งที่ผันตัวเองจากชาวประมงมายึดอาชีพแม่ค้าขายของทะเลมานานกว่า 20 ปี โดยทุกวันนี้ป้านวยมีรายได้รวมทั้งหมดต่อวันประมาณ 2,000 – 3,000บาท  

 

จากคำบอกเล่าของป้านวย อาชีพขายของทะเลเป็นอาชีพที่“รับมา ขายไป” จึงเบาแรงกว่าการทำประมงที่ “เหนื่อยและหนัก”

 

“ถ้าใช้เรือเล็กในการออกหาสัตว์ทะเล ชาวประมงจะไม่สามารถนอนค้างได้ เพราะไม่มีที่กันลม กันฝน เรือจึงออกประมาณ ตี 2 ถึงตี3 ส่วนใหญ่จะหาจับสัตว์ทะเลแถวหาดชะอำ ต่างจากเรือขนาดอื่นที่สามารถนอนค้างได้ เรือขนาดใหญ่บางลำสามารถไปถึงชลบุรีได้อย่างสบายๆ ซึ่งลูกเรือส่วนใหญ่มักเป็นคนต่างด้าวมากกว่าที่จะเป็นคนไทย ซึ่งเริ่มหันไปทำงานในตัวเมืองมากขึ้น เหตุจากค่าแรงที่พอๆกันแต่งานในเมืองสบายกว่า” ป้านวยเล่าถึงสภาพการณ์การทำประมงในปัจจุบัน

 

เมื่อเรือกลับมาถึงท่า ป้านวยมักจะตกลงซื้อแบบเหมาทั้งลำ คือ ต้องซื้อสัตว์ที่จับมาได้ทุกตัวบนเรือ  จากนั้นก็นำสัตว์ที่ได้มาแยกประเภท และจัดการทำความสะอาด  เพื่อนำไปขาย  ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยว และมีชาวบ้านบ้างประปราย  โดยในระยะหลังจะเน้นขายปลีก เพราะของที่ได้จากทะเลเริ่มน้อยลง  จนต้องยกเลิกการขายส่งไป

 

 

 

ที่พักสัตว์ทะเลก่อนนำไปขายของป้านวย

 

 

“ สัตว์ทะเลที่ได้มาแต่ละครั้ง จะแตกต่างกันไปตามฤดูกาล  เช่น ในช่วงเดือนสิงหาคม  ปูม้ากับหมึกสายยังพอมีให้จับอยู่ แต่ก็เริ่มจะหมด และจะมาเยอะอีกครั้งในช่วงปลายปี จากนั้นหมึกเเละหอยก็จะเริ่มเข้ามาแทนที่”

 

อดีตชาวประมงยังบอกเล่าถึงความห่วงกังวลว่า แม้ตอนนี้ยังไม่มีสัตว์ทะเลชนิดใดสูญพันธุ์ แต่ก็ลดน้อยลง ไปมากสังเกตได้จาก หมึกกล้วยเริ่มหายไปในช่วงปีสองปีมานี้

 

“ตอนนี้หมึกกล้วยจะได้จากอ.ปราณบุรีมากกว่า สัตว์อีกอย่างที่หายไปจนหายาก คือ  ปลากะพงแดงเเละปลาจะละเม็ดขาว ซึ่งมีสาเหตุมาจากน้ำเสีย ซึ่งเป็นปัญหาหลักๆ น้ำเสียมีทั้งเสียโดยธรรมชาติ คือเกิดจากน้ำท่วมนานเกินกำหนด จนน้ำจืดไหลลงทะเลเยอะเกินไป ทำให้สัตว์ต่างๆหนีน้ำจืด จนทำให้จำนวนปลาลดน้อยลง หรืออาจไม่เข้าตามฤดูกาล แต่ก็จะส่งผลเพียง 2-3เดือนเท่านั้น ไม่เหมือนน้ำเสียจากน้ำมือมนุษย์ ไม่ว่าจากโรงงานต่างๆหรือบ้านเรือนชาวบ้านเอง  แม้จะส่งผลไม่เห็นชัดเหมือนธรรมชาติ แต่ส่งผลระยะยาวต่อความอุดมสมบูรณ์ของทะลแน่นอน

 

นอกจากสัตว์ทะเลบางชนิดจะหายากขึ้นแล้ว ป้านวยยังพบว่า คนรุ่นใหม่ที่ยึดอาชีพชาวประมงและพ่อค้าแม่ค้าอาหารทะเลก็เริ่มลดน้อยถอยลงไปทุกทีเช่นกัน

 

จนเป็นสัญญาณบอกเหตุว่า อีกไม่นานภาพวิถีชีวิตของสะพานปลาชะอำที่เธอคุ้นเคยถึงคราวจะต้องเปลี่ยนแปรไป เพียงแต่จะเปลี่ยนไปทางไหน อย่างไรก็สุดที่เธอจะหยั่งรู้

 



เพิ่มพูน หอมพิมลพร ไอซีทีนิเทศศาสตร์รุ่น7

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)