การขีดเส้นทางบนความท้าทายของ ปฐมพร มาลีถาวร

28 พฤษภาคม 2558 | อ่านแล้ว 454 ครั้ง    

 

"แรงขับเคลื่อนภายในทำให้ลมหายใจก้าวต่อไปอย่างมีจังหวะ

 

ทั้งร่างกายและจิตใจของคนเราหากมีแรงผลักดันจะถูกขับเคลื่อนให้ก้าวไปข้างหน้า ก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายที่เราตั้งเป้าไว้ ซึ่งหน้าที่ที่ต้องทำในแต่ละวันอย่างอาชีพของแต่ละคนล้วนมีผลมาจากแรงผลักดัน หลายคนไม่เคยหยุดอยู่กับที่ พยายามก้าวต่อไปเรื่อยๆ เพื่อหาจุดที่ตนเองยืนแล้วมีความสุข

 

เช่นเดียวกับ “พร” ที่พบว่าความท้าทายทำปฏิกิริยาต่อการเต้นของหัวใจ เธอจึงใช้มันเป็นแรงผลักดันในการทำงาน

 

พูดถึงการเมืองหลายคนคงเบือนหน้าหนี หากแต่ไม่ใช่กับ ปฐมพร มาลีถาวร หรือ พร ศิษย์รุ่นแรกของเอกวารสารและหนังสือพิมพ์ สาขานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้หญิงยุคใหม่ที่มั่นใจว่าตนเองสนใจการเมืองตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย

 

จากโต๊ะเรียนในวิชาเขียนข่าวสู่โต๊ะการเมืองของสำนักพิมพ์ข่าวสดเป็นเวลา 3 ปี จนผันตัวมาทำงานที่สถานีโทรทัศน์รัฐสภาในฝ่ายสื่อประชาสัมพันธ์

 

ช่วงต้นของชีวิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย พรเองก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะไปทางนิตยสาร วารสาร หรือทางข่าวดี จนเมื่อได้มาเรียนวิชาเขียนข่าว ทำให้หนังสือพิมพ์เป็นคำตอบเดียวที่เธอเลือกจะไปฝึกงาน ซึ่งสายอาชญากรรมเป็นสิ่งที่พรหวังอยากจะทำ แต่ด้วยตอนนั้นโต๊ะข่าวอาชญากรรมไม่รับผู้หญิงเพราะห่วงเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก ดังนั้นสายที่ชวนท้าทายไม่แพ้สายอาชญากรรมสำหรับเธอก็คือ การเมือง

 

ช่วงฝึกงานเราทำงานช้ามากเพราะมัวแต่มานั่งแกะเทปสัมภาษณ์ ข่าวเดียวบางทีแกะตั้งแต่ตอนกลางวันไปจนถึง 6 โมงเย็น ตอนนั้นก็ทำให้รู้เลยว่างานด้านข่าวจะมาเฉื่อยชาแบบนี้ไม่ได้ มันต้องมีองค์ประกอบอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งทุกสิ่งที่ได้เรียนมาพอนึกย้อนกลับไปก็รู้ว่ามันได้ใช้ทั้งหมดในการทำงานของเราจนถึงปัจจุบัน

 

งานสายข่าวทำให้พรได้พบเจอผู้คนมากหน้าหลายตา แต่ละวันอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง ซึ่งนับเป็นโจทย์วิชาชีพที่เธอจะต้องเรียนรู้หาวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

 

อย่างเวลาไปสัมภาษณ์แหล่งข่าว ถ้าเขาตอบมาแบบคำต่อคำ เราจะทำอย่างไรจะแก้ไขสถานการณ์อย่างไร เพราะฉะนั้นเราต้องมีข้อมูลความรู้ที่แน่น ต้องทำการบ้านมาก่อน ต้องมีอะไรที่เป็นกึ๋นใส่ลงไป ว่า เฮ้ย!เรารู้นะ

 

3 ปีที่อยู่กับหนังสือพิมพ์จนอิ่มตัวจนรู้สึกว่าอยากได้ประสบการณ์อะไรใหม่ๆ จึงพาตนเองไปทำความรู้จักกับวงการทีวีที่สถานีโทรทัศน์รัฐสภา แม้ข้อจำกัดในการทำงานกับหน่วยงานรัฐจะเยอะกว่า แต่เธอก็เลือกที่จะอยู่ตรงนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าความท้าทายนี้จะเป็นอีกสีสันหนึ่งของชีวิต

 

ตอนทำงานที่ข่าวสดเราจะมีอิสระทางความคิดมากกว่า สามารถคิดได้เลยว่าอยากจะไปในทางไหน อยากจะตามประเด็นอะไรก็ทำได้เลย ซึ่งเราก็จะได้คิดเองมากกว่า แต่พอเราเข้ามาอยู่ในระบบราชการ กรอบความคิดเราจะถูกจำกัดมากกว่าเดิม อะไรที่ทำแล้วมีแนวโน้มจะกระทบต่อองค์กรก็จะถูกกีดกัน เช่น มีข่าวที่กระทบต่อเลขาธิการ หน้าที่เราก็จะต้องตัดทอนประเด็นหรือเขียนให้เบาลง

 

แม้การเป็นสื่อเชิงประชาสัมพันธ์จะทำให้ความเป็นอิสระถูกตัดทอน แต่เธอพร้อมยืนยันว่าไม่ได้กระทบต่อจรรยาบรรณสื่อ เพราะทุกการนำเสนอล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง และสิ่งหนึ่งที่เธอเน้นย้ำตลอดนั่นก็คือ คุณสมบัติเด่นของนักสื่อสารมวลชนที่ไม่ได้เป็นแค่ผู้รายงาน แต่จะต้องเป็นนักตรวจสอบ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เธอทำจนเคยชิน

 

เราต้องดูด้วยว่าขั้นตอนกระบวนการมันเป็นอย่างไร แล้วทุกครั้งที่เขียนจะเชื่อแหล่งข่าวทั้งหมดไม่ได้ ต้องมีการตรวจสอบอาจจะสอบถามไปยังคนที่เกี่ยวข้องคนที่พอรู้ข้อมูล ตรวจสอบจากหลายๆแหล่ง อะไรคือความจริงเราก็ต้องหามา ไม่ใช่มีคนแชร์ๆ กันมาแล้วเราก็ก็อปปี้ต่อ

 

จากหนังสือพิมพ์สู่กระบวนการทำงานด้านทีวีไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อสายอาชีพใหม่ของปฐมพร ด้วยทักษะการจับประเด็นที่ค่อนข้างแม่นยำตั้งแต่สมัยเรียนเอกวารสารนับเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้การรายงานข้อมูลผ่านสื่อทีวีนั้นง่ายขึ้น อีกทั้งองค์ความรู้ที่เธอได้จากหลักสูตรการศึกษายังเป็นต้นทุนสำคัญในโลกการทำงาน

 

พรบอกว่าการบูรณาการหลักสูตรของมหาวิทยาลัยตอบโจทย์ทุกสายงานนิเทศศาสตร์ ไม่ว่าจะเบนเข็มไปด้านไหนก็สามารถประยุกต์ใช้ได้หมด ด้วยความที่การสื่อสารในปัจจุบันมีความเป็นมัลติมีเดียมากขึ้น พื้นฐานที่ต้องเรียนทั้งไอที ดีไซน์ เนื้อหา ทฤษฎี และปฏิบัติ จึงเป็นคุณสมบัติที่ได้เปรียบกว่าที่อื่นในการเรียนสื่อสารมวลชน

 

เราเรียนด้านไอที เรามีไอที คอนเทนต์ ดีไซน์ เดี๋ยวนี้ข่าวหนังสือพิมพ์ มันไม่ใช่แค่คุณจะมาเขียนอย่างเดียว หนังสือพิมพ์มันออนไลน์มากขึ้น บางครั้งเขียนๆ อาจจะต้องเอามือถือกล้อง ประเด็นคุณก็ต้องนึกไปด้วย เทคโนโลยีมันจึงครอบคลุมแทบจะทุกส่วนของการทำงาน ซึ่งทุกอย่างที่ได้เรียนมานั้นมันมีประโยชน์ในการทำงานแทบทั้งสิ้น สามารถเอามาใช้ได้ทุกอย่าง

 

บทเรียนนอกตำรามักเป็นเรื่องที่เราต้องประสบพบเจอบ่อยๆ หรือจะเรียกว่าเป็นตำราเงาที่มีเพื่อให้เราเรียนรู้ตลอดชีวิต วงการการทำงานที่แท้จริงของนักสื่อสารมวลชนใช้ตำราคนละเล่มกับนักศึกษาเรื่องการสื่อสารมวลชน ความแตกต่างระหว่างสองสังคมจึงมีมากกว่าอายุของประสบการณ์

 

จากที่เป็นคนไม่กล้าพูด ไม่กล้าถาม ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง การที่จะต้องสัมภาษณ์แหล่งข่าวบ่อยๆ พูดคุยกับผู้คนที่แตกต่างหลากหลายเป็นแบบฝึกหัดที่ขัดเกลาให้พรเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น

 

“เรียนอย่างเดียวไม่ได้มันต้องฝึกฝนด้วย ไม่อย่างนั้นตอนฝึกงานมันจะกลายเป็นว่าเราถูกกดดัน เป็นภาระเขา เราจะไปเรื่อยเปื่อยเอาตรงนั้น ถ้าจะไปร้องไห้มันก็ไม่ใช่ ภาวะตอนนั้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว ความรับผิดชอบต้องเกิด เราไม่ได้แข่งขันกับแค่คนอื่น แต่เราแข่งกับตัวเอง ประสิทธิภาพของเราจะมีมากน้อยแค่ไหนไม่ต้องไปมองคนอื่นเลย มองที่ตัวเองแค่นั้นพอ”

 

ห้องเรียนเปรียบเสมือนห้องทดลองที่มีอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยครบวงจร แต่ห้องทำงานนั้นคือสนามประลองฝีมือที่ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องเจอกับอะไร การทำงานในวิชาชีพสื่อของปฐมพร มาลีถาวรจึงเป็นสนามประลองที่มีความท้าทายกว่าห้องทดลอง



จริญญา ศรีวัฒนวรัญญู / ธิดารัตน์ แซ่เล้า ไอซีทีนิเทศศาสตร์รุ่น 7

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)