เมล็ดพันธุ์ ความสำคัญของชีวิต และวิกฤติอาหาร

25 มกราคม 2556 | อ่านแล้ว 1300 ครั้ง    

 ขอบคุณภาพประกอบ: http://www.healthline.com/health-blogs/diet-diva/seeds-aren%27t-just-for-the-birds

เมล็ดพันธุ์ ความสำคัญของชีวิตและวิกฤติอาหาร
 
ตลอดช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของโลก ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม ภูมิอากาศและภัยพิบัติต่างส่งผลกับปากท้องความเป็นอยู่ของประชาชน

ประชาคมโลก
ได้รับมือกับความขาดแคลนอาหารด้วยการปฏิวัติเกษตรกรรมที่มีเป้าหมายในการจัดสรรอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์โลก

แต่ปัญหาปากท้องยุติเพียงแค่นี้จริงหรือ
?

เมล็ดพันธุ์พืชเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไกลแสนไกล เข้าสู่ระบบการเพาะปลูกแบบใหม่

ผลผลิตทางการเกษตร
มีจำนวนมากขึ้นเพียงพอเพื่อรับมือกับปัญหาขาดแคลนอาหาร

การปฏิวัติเกษตรกรรมกลายเป็นทางเลือกใหม่ มันตอบสนองความต้องการของประชากรที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกประเทศ และทำให้ปัญหาความขาดแคลนลดลง

การเพิ่มขึ้นของผลผลิต กลายเป็นทั้งความมั่นคงและมั่งคั่ง

ปัญหาอีกด้านหนึ่งคือพันธุ์พืชอีกหลายพันธุ์ก็เริ่มสูญหายอย่างรวดเร็วเนื่องมาจากการไม่ตอบสนองต่อตลาด

ลักษณะที่สวนทางเหล่านี้เริ่มขึ้นภายใต้ความรู้เท่าไม่ถึงการเมื่อมนุษย์กำลังหลงลืมความสำคัญของพันธุ์พื้นเมือง
...

แล้วมันไม่ดีอย่างไรล่
?...

ในปี พ
.ศ.2388 โรคระบาดสร้างความพินาศให้กับมันฝรั่งลัมเปอร์ พืชไร่ที่เป็นอาหารหลักในไอร์แลนด์

ในเหตุการณ์ดังกล่าว
เชื้อราก่อโรคใบไม้ลุกลามไปจนทั่วแผ่นดินแห่งนั้น เหลืออาหารเพียงน้อยนิดและไม่เพียงพอต่อการบริโภค

และ
ไอร์แลนด์ก็กลายเป็นนรกแห่งความยากแค้น

ในตอนนั้น
ประชากรนับล้านต่างพากันอพยพสู่ดินแดนอื่นและอีกมากมายที่ต่างต้องล้มตาย

พวกเขาประสบปัญหาทางด้านอาหารขั้นรุนแรง เมื่อสายพันธุ์ที่คงทนทางเลือกแห่งการรอดชีวิตของพวกเขาถูกแทนที่ด้วยการปลูกพืชเชิงเดี่ยวปริมาณมากตามแนวทางการปฏิวัติเขียว


ท่ามกลางการคัดเลือกสายพันธุ์พืชจากทั่วทุกมุม สายพันธุ์ที่สร้างผลผลิตปริมาณมาก โตเร็ว มักถูกพบว่าพวกมันอ่อนแอและทนต่อสภาวะแวดล้อมต่างๆ ได้น้อยกว่าพันธุ์พื้นเมือง ศัตรูพืช
การระบาดของโรคร้ายและการกัดกินของแมลงที่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วนั้นทำลายพืชเหล่านี้อย่างหนัก

กว่าจะค้นพบวิธีหยุดยั้งการระบาด ความเสียหายก็เกิดขึ้นกับเกษตรกรและผู้คนอย่างมหาศาล
การปรับปรุงพันธุ์ของพืชจึงมีความสำคัญอย่างมากในการที่จะช่วยพัฒนาให้เกิดพันธุ์ใหม่ ๆ ที่แข็งแรงและทนต่อโรค

คำถามคือ จะพัฒนาอย่างไร ถ้าเราหลงเหลือสายพันธุ์อยู่เพียงหยิบมือ

เรื่องที่น่าหวั่นวิตกที่สุดคือภายในระยะเวลาร้อยปีที่ผ่านมาสายพันธุ์ของพืชต่างๆ ทั่วโลกหดหายลงกว่าครึ่ง และมีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อย ๆ ข้าวไทยเป็นหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัด

ในปี พ
.ศ.2493 เรารวบรวมรายชื่อของข้าวพื้นเมืองได้กว่า 50,000 สายพันธุ์
แต่ผ่านไปเพียงครึ่งศตวรรษประเทศไทยเก็บรักษาเอาไว้ได้เพียงแค่ 10,000 หมื่นสายพันธุ์เท่านั้น

และ
ตัวเลขที่ดูเหมือนจะเยอะนี้ถูกนำมาปลูกในไร่นาเพียงไม่ถึง 20 สายพันธุ์

ปัญหาดังกล่าวยังได้เกิดขึ้นกับพืชพื้นเมืองอื่น ๆ เช่นกัน
โดยในปัจจุบันประเทศไทยแทบหาแตงโมพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมรับประทานไม่ได้อีก พวกมันหมดไปจากตลาดและหายไปจากความทรงจำของคนไทย

ระบบทุนนิยมในโลกสมัยใหม่เองก็ยิ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการบีบให้สายพันธุ์ที่ปลูกอย่างหลากหลาย ค่อยๆ ลดลง

บริษัทอาหารยักษ์ใหญ่หลายต่อหลายแห่งเข้ามาผลักดันให้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นไปตามนโยบายที่บริษัทต้องการ

มือยักษ์ของทุนนิยมยื่นมาสร้างช่องทางการรับซื้อสายพันธุ์ที่พวกเขาเป็นผู้ผลิต สร้างมาตรฐานการปลูกและปรับปรุงสายพันธุ์ของพืชให้ทนต่อปุ๋ยและยาฆ่าแมลงที่บริษัทผลิตขึ้น

และ
พวกเขาปฏิเสธที่จะรับซื้อพันธุ์อื่น ๆ

เมื่อไม่มีตลาดเข้ามารองรับ เกษตรกรต่างพากันจำยอม ผู้ปลูกเลิกล้มที่จะอนุรักษ์สายพันธุ์ที่เคยถือครองอยู่และเปิดประตูรับระบบทุนกับพันธุ์พืชใหม่ ๆ ที่บริษัทกำหนดเข้ามา

การน้อมรับสายพันธุ์ใหม่ไม่ใช่เรื่องแปลก และปริมาณการผลิตมากเพื่อรายได้ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ

อย่างไรก็ดี ที่ต้องคำนึงคือ
ระบบยังต้องเว้นที่ว่างให้สายพันธุ์อื่น ๆ เป็นทางเลือกเพื่อทางรอดในวันที่วิกฤติมาถึงด้วย

และ
นโยบายของรัฐต่างๆ ทั่วโลกจึงมีผลกับการดูแลทรัพยากรอันเป็นทรัพย์สมบัติของแผ่นดินเหล่านี้อย่างมาก

เข้าสู่ปี
2013 ทั่วทุกมุมโลกต่างตื่นตัวและสร้างห้องเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช ซึ่งความตื่นตัวที่จะเผชิญกับวิกฤติเหล่านี้เป็นความพยายามที่น่าสนใจ

แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ถึงการเก็บรักษาพันธุ์ต่างๆ เอาไว้ คือการลงมือเพาะปลูกมันลงไปบนผืนแผ่นดิน และสร้างชีวิตที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมให้เกิดขึ้นในโลกอีกครั้ง
 
แล้วผืนแผ่นดินจะรักษามันเอง...



เรื่องโดย ธิมา ไหมแพง ไอซีที นิเทศศาสตร์ ศิลปากร รุ่น 2

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)