ซีรีส์ “เด็กคืออนาคตของชาติ” ตอนที่ 1 : เงินอุดหนุนไม่ทั่วถึง เด็กแรกเกิดเกือบครึ่งล้านไร้สวัสดิการ

13 มกราคม 2560 | อ่านแล้ว 534 ครั้ง    

ทิพวรรณ แก้วพิทักษ์ แม่เลี้ยงเดี่ยววัย 24 ปี อาศัยอยู่บ้านเช่าในจังหวัดนครปฐม มีอาชีพขายของออนไลน์ มีรายได้เดือนละประมาณ 8,000 บาท แต่หลังจากหักค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ เหลือเงินไม่ถึง 3,000 บาท สำหรับลูกน้อย วัย 10 เดือน ที่กำลังโตขึ้นทุกวัน

 

“ค่านมผง 5 กระป๋องต่อเดือน ยังไม่รวมค่าผ้าอ้อม ก็เหลือเงินใช้แทบจะเดือนชนเดือน เคยไปติดต่ออบต.เพื่อขอเข้าร่วมโครงการเงินอุดหนุนบุตรของรัฐบาล แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธ อ้างว่าดิฉันมีรายได้มากกว่าที่กำหนดไว้” ทิพวรรณ ระบุ

 

ปี 2559 เป็นปีแรกของโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดวงเงินงบประมาณ 657 ล้านบาท ที่รัฐได้ให้เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 3 ปี จำนวน 600 บาท ต่อคน

 

แต่ต้องอยู่ในเกณฑ์ครัวเรือนยากจนและครัวเรือนที่เสี่ยงต่อความยากจนที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 3,000 บาท ต่อคน ต่อเดือน โดยนำรายได้ของสมาชิกทั้งหมดในครอบครัว หารด้วยจำนวนสมาชิกทั้งหมดในครอบครัวซึ่งรวมเด็กแรกเกิดด้วย

 

หมายความว่า ทิพวรรณ รวมกับลูกสาว เมื่อหารแล้ว จะมีรายได้เฉลี่ย 4,000 บาท ต่อคน ต่อเดือน เท่ากับว่า ไม่เข้าเกณฑ์ขอรับเงินอุดหนุนในโครงการดังกล่าว

 

ศูนย์ปฏิบัติการโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ข้อมูลว่า เกณฑ์ ‘3,000 บาทต่อคนต่อเดือน’ นั้น อ้างอิงจาก ‘เส้นความยากจน’ ปี 2559 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่กำหนดตัวเลขครัวเรือนยากจนและครัวเรือนเสี่ยงต่อความยากจนอยู่ที่มีรายได้ต่ำกว่า 2,647 บาท ต่อเดือน

 

ด้วยเกณฑ์นี้ ทำให้มีเด็กแรกเกิดประมาณ 135,000 คน จากเด็กแรกเกิดทั้งหมด 581,000 หรือคิดเป็นเพียง 1 ใน 5 คน จะได้รับเงินอุดหนุน

 

ส่วนอีกราว 4.4 แสนคน ไม่ว่าสมาชิกในครอบครัวจะมีรายได้ต่อคนต่อเดือนเกิน 3,000 บาท ไปน้อยหรือมากแค่ไหน ก็จะไม่ได้รับเงินอุดหนุน 

 

แม้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จะเสนอผลวิจัยเรื่องเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูบุตร ช่องว่างที่หายไปของระบบสวัสดิการไทย ว่า รัฐควรจัดเงินอุดหนุนถ้วนหน้าในเบื้องต้นแก่ทุกคน แล้วค่อยงดสิทธิให้กับกลุ่มที่สามารถดูแลตนเองได้ จะทำให้เข้าถึงเด็กและมีฐานข้อมูลที่แน่นอนมากกว่า

 

หรือที่ พิริยะ ผลพิรุฬห์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ชี้ว่า การให้เงินอุดหนุนแบบกำหนดเฉพาะกลุ่มเจาะจง มักไม่คลอบคลุมถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง ครอบครัวที่ยากจนที่สุดอาจไม่ได้รับความช่วยเหลือ และเสนอให้เปลี่ยนเป็นการให้เงินอุดหนุนแบบทั่วถึง

 

แต่ ศิริธนาพร ภูริหิรัญพัชร์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชี้แจงว่า หากให้ครอบคลุมเด็กแรกเกิดทุกคน ต้องใช้งบสูงถึงหลักหมื่นล้านบาท แต่รัฐมีงบจำกัด จึงมุ่งช่วยเหลือครอบครัวที่ยากจนตามเกณฑ์เส้นความยากจนที่สศช.กำหนดก่อน 

 

“เคยเสนอให้โครงการนี้ อุดหนุนครอบครัวยากจนไปจนถึงเด็กอายุ 6 ปี แต่ครม.ยังไม่อนุมัติ แต่ถ้าผลประเมินโครงการไปทางบวก อาจขยายเพิ่มได้ตามที่เคยเสนอ” ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการโครงการเงินอุดหนุนฯ กล่าว และว่า จะพยายามผลักดันให้เด็กแรกเกิดทุกคนได้รับเงินอุดหนุน ไม่เฉพาะครอบครัวยากจน แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถกำหนดได้ว่าต้องดึงงบประมาณจากส่วนไหนมาบ้าง หรืออาจจะถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามาดำเนินการ

 

ขณะที่ ราณี หัสสรังสี คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การจัดสวัสดิการของสังคมในไทย มักเน้นคำถามตั้งต้นว่ามีงบประมาณหรือไม่ มากกว่ามองในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิต

 

“เงินอุดหนุนเป็นสวัสดิการทางสังคมที่รัฐมีหน้าที่ต้องให้เด็กทุกคน” นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสังคม ย้ำ พร้อมชี้ว่า หากไม่มีเงินช่วยเหลือ เด็กอาจขาดสารอาหาร เพิ่มปัจจัยเสี่ยงด้านการได้รับความรู้อย่างมีคุณภาพ และปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งจะส่งผลต่อเด็กในระยะยาว ตลอดจนคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศในอนาคต



เรื่องและภาพโดย อริสรา นนศิริ ไอซีทีนิเทศศาสตร์ ปี 3 รุ่น 8

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)