ซีรีส์ “เด็กคืออนาคตของชาติ” ตอนที่ 2 : เด็กไทยขาดสารอาหาร หวั่นกระทบคุณภาพแรงงานในอนาคต

14 มกราคม 2560 | อ่านแล้ว 307 ครั้ง    


แม้รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของประเทศไทยในรอบ
17 ปี จะเพิ่มขึ้นจาก 12,492 บาท ต่อปี ในปี 2541 เป็น 26,915 บาทต่อปี ในปี 2558 ตามรายงานการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ  

 

ทว่า เด็กเล็กอายุ 0-5 ปี ของไทย ยังคงประสบปัญหาขาดสารอาหาร จากการที่พ่อแม่ไม่มีเวลาดูแลหรือครอบครัวยากจน

 

งานศึกษาเรื่องความชุกของปัญหาทุพโภชนาการจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ปี 2558-2559 พบว่า เด็กเล็กของไทย เมื่อคำนวณจากสถิติเด็กเล็กของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ที่เฉลี่ยรุ่นหนึ่งมีประมาณ 4.4 ล้านคน มีภาวะเตี้ยร้อยละ 10.5 คิดเป็น 4.6 หมื่นคน ผอมร้อยละ 5.4 คิดเป็น 2.3 หมื่นคน อ้วนร้อยละ 8.2 คิดเป็น 3.6 หมื่นคน

 

เกินเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดว่า ต้องมีภาวะเตี้ยไม่เกินร้อยละ 10 ผอมไม่เกินร้อยละ 5 อ้วนไม่เกินร้อยละ 10

 

เจริญ นภาพงศ์สุริยา กุมารแพทย์ โรงพยาบาลหาดใหญ่ อธิบายว่า เมื่อขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น โปรตีนที่เสริมสร้างกล้ามเนื้อทำให้เจริญเติบโต พัฒนาการทางสมองจะช้าลง และส่งผลต่อการเรียนและการทำงานในอนาคต

 

มีข้อมูลจากระบบสถิติทางการทะเบียน สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มประชากรลดลงต่อเนื่องจากปี 2556 ที่เกิด 7.8 หมื่นคน เหลือ 7.3 หมื่นคน ในปี 2558 อนาคตที่ประเทศจะมีวัยแรงงานลดลงจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ฉะนั้นการมีประชากรที่มีคุณภาพทดแทนวัยแรงงานที่ขาดไปจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

 

ฝั่งภาครัฐ แม้จะเห็นความสำคัญในเรื่องนี้  โดยข้อมูลจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นซึ่งเก็บสถิติล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2558 ระบุว่า ทั่วประเทศมีศูนย์เด็กเล็ก 19,658 แห่ง เพื่อให้ผู้ปกครองที่มีรายได้น้อย ต้องหาเช้ากินค่ำ ไม่มีเวลาดูแลเด็กอ่อน นำลูกมาฝากเลี้ยง 

 

แต่ในความเป็นจริง ศูนย์ดังกล่าวก็ประสบปัญหาการขาดแคลนงบประมาณ โดยเฉพาะการจัดอาหารกลางวันที่มีสารอาหารครบถ้วนให้เด็ก ทั้งนี้ ข้อมูลสมุดบันทึกแม่และเด็ก กรมอนามัย ระบุว่า อาหารใน 1 มื้อที่เด็กเล็กควรจะได้รับ ประกอบด้วย ข้าว ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ นม ซึ่งเฉลี่ยตกอยู่ที่มื้อละ 100 บาท

 

ศุภวัฒน์ ทองกาญจนาคุณ ครูประจำศูนย์เด็กเล็กชุมชนวัฒนา เขตคลองสาน กรุงเทพฯ ยอมรับว่า ปัจจุบันมีผู้ปกครองพาเด็กมาฝากเลี้ยงเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถให้อาหารกลางวันได้ครบ 5 หมู่ ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เนื่องจากงบประมาณไม่เพียงพอ

 

“ได้รับเงินค่าอาหาร 7 บาท และนม 13 บาท ต่อคนต่อวัน รวมเป็น 20 บาท แต่มื้อหนึ่ง ถ้าจะให้ครบ 5 หมู่ เฉลี่ยแล้วราคาก็หลักร้อยขึ้น มีทั้งค่าข้าว เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ นม แต่ละวันก็จะไม่ซื้อซ้ำ เด็กทั้งศูนย์ก็มีจำนวน 40 ต่อวัน ดังนั้นทางศูนย์จึงใช้อาหารชนิดอื่นที่สามารถแทนได้ เช่น แทนที่จะกินเนื้อสัตว์ ก็ให้กินไข่แทนเพราะมีโปรตีนเช่นกัน ยืนยันว่า ยังมีสารอาหารครบเหมือนกัน”

 

ขณะที่ สิริอาภรณ์ อุทัยกัน พยาบาลเวชศาสตร์ ปฏิบัติการ ศูนย์อนามัย 28 กรุงธนบุรี บอกว่า ผู้ปกครองที่พาเด็กมาตรวจส่วนใหญ่ยากจน หาเช้ากินค่ำ ไม่มีเวลาดูแลอาหารของลูกอย่างใกล้ชิด ผลคือ เด็กเล็กมีภาวะเตี้ย ผอม หรือบางคนก็กินแต่น้ำหวาน ขนมกรอบ จนมีภาวะน้ำหนักเกิน

 

“ศูนย์เปิด 2 วันต่อสัปดาห์เฉพาะช่วงบ่าย พยาบาลมีน้อย แต่เด็กมาใช้บริการ 50-60 คน จึงไม่สามารถแนะนำอาหารการกินของเด็กกับผู้ปกครองได้ทั่วถึง”

 

ในเรื่องนี้ ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ รองศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า เด็กคือ ทรัพยากรของสังคม รัฐจึงต้องให้การช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

 

“สวีเดนสนับสนุนเด็กเล็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึง 5 ปี เช่น ให้ความช่วยเหลือด้านโภชนาการโดยการให้ชุดอาหารแก่สตรีมีครรภ์และเด็กอายุไม่เกิน 5 ปี ที่ยากจน และเด็กที่มีความเสี่ยงต่อสภาวะโภชนาการที่แย่ เวลารับประโยชน์ 6 เดือน เพราะถือว่า การพัฒนาคนเป็นเรื่องสำคัญ”

 

ด้าน กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ ปี 2560 เรื่องสตรีและเด็กปฐมวัย ว่า จะจัดทำโครงการพัฒนาคุณภาพศูนย์เด็กเล็ก โครงการส่งเสริมโภชนาการสตรีและเด็กปฐมวัย โครงการเด็กไทยรุ่นใหม่แข็งแรง สมองดี พร้อมเรียนรู้กิจกรรม โครงการส่งเสริมสุขภาพสตรีและเด็กปฐมวัยองค์รวมในชุมชน ใช้งบประมาณ 42 ล้านบาท เพื่อลดปัญหาเด็กขาดสารอาหารและส่งเสริมเด็กให้สูงดีสมส่วน

 

ขณะที่ ณัฐวรรณ เชาวน์ลิลิตกุล นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย ยอมรับว่า    เด็กเล็กของไทยที่กินอาหารสมบูรณ์ มีเพียงร้อยละ 48 ปีนี้จะมีการเปลี่ยนยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขการให้บริการและลดปัญหาเด็กขาดสารอาหาร โดยการกระจายข่าวสารความสำคัญของโภชนาการทั่วทั้งประเทศผ่านทางสื่อ ให้คลินิกสุขภาพเด็กแต่ละพื้นที่เพิ่มการบริการให้ทั่วถึง เช่น ให้คำแนะนำติดตามผลตรวจดูอาการเด็กรายคนอย่างรอบคอบ

 

“ตั้งเป้าว่าอีก 20 ปีข้างหน้าจะวัดส่วนสูงที่อายุ 19 ปี เฉลี่ยผู้ชายต้องสูงที่ 183 เซนติเมตร ผู้หญิงต้องสูง 170 เซนติเมตร” นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ ระบุ 

สามารถย้อนอ่านตอนที่ 1 : เงินอุดหนุนไม่ทั่วถึง เด็กแรกเกิดเกือบครึ่งล้านไร้สวัสดิการ
http://www.ictsilpakorn.com/ictmedia/detail.php?news_id=457#.WISiG_mLTIU



เรื่องและภาพโดย ศุภนิดา อินยะบุตร ไอซีทีนิเทศศาสตร์ ปี 3 รุ่น 8

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)