ในวันที่เพื่อนสนิทไม่ได้รับ (ผิดชอบ) ปริญญา

20 มกราคม 2560 | อ่านแล้ว 496 ครั้ง    


เวลาในแต่ละชั้นปีของการเรียนมหาวิทยาลัยนั้นค่อนข้างคงที่

 

ปีหนึ่งพวกเราเรียนกัน 2 เทอม เทอมหนึ่งพวกเราเรียนกัน 4 เดือน

 

ถ้ามันไม่มีอะไรผิดพลาดพวกเราก็จะกลายเป็นบัณฑิตป้ายแดงในอีก 4 เดือนข้างหน้า มันจึงทำให้รู้สึกว่าตัวเองผ่านอะไรมามากมาย

 

แต่เอาเข้าจริง เวลาเท่าไหร่มันก็คือเวลาเท่านั้น 

 

3 ปีกว่าที่เพิ่งผ่านไปก็คือ 3 ปีกว่าที่เพิ่งผ่านไป แต่อะไรกันที่ทำให้คนเรารู้สึกว่า 1 ชั่วโมงของตัวเองผ่านไปช้าหรือเร็ว?

 

ถ้าถามฉัน มันคือคนที่เราได้ใช้เวลาอยู่ด้วย

 

และ 3 ปีกว่าที่เพิ่งผ่านไปนี้ก็เป็นจำนวนเวลากำลังดีสำหรับการเรียกบางคนว่าเพื่อนสนิท 

 

ว่าก็ว่าเถอะ ฉันคิดว่ามันโหดอยู่พอสมควรที่พวกเราถูกต้อนรับเข้าสู่ปี 4 เทอม 2 ด้วยการชี้ถูกชี้ผิดจากอาจารย์ว่า ใครบ้างจะได้ทำธีสิสต่อ ใครบ้างควรหยุดทำ ผ่านการรายงานความคืบหน้าของงานหน้าห้อง นั่นเท่ากับว่า อาจมีบางคนต้องลงทะเบียนใหม่อีกปี

 

พูดง่าย ๆ คือ เรียนไม่จบ

 

...วันนั้น หลังออกจากห้องนำเสนอธีสิสของตัวเอง ฉันได้ยินชื่อเพื่อนสนิทถูกพูดถึงเป็นตัวละครหลักอยู่ในวงคุยของเพื่อน ๆ

 

เหตุผลที่ไม่เข้าไปร่วมฟังด้วยไม่ใช่ว่าไม่อยากจะอัพเดต แต่เท่าที่ยืนอยู่ห่าง ๆ ก็พอจะจับใจความได้ว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะดี และยิ่งกับเรื่องที่ไม่ค่อยจะดี ฉันเองก็ยิ่งอยากฟังจากปากของเจ้าตัว

         

อาจารย์เค้าบอกว่า ให้กูไปดรอปวะ

         

ทันทีที่เจอเจ้าตัว เธอก็บอกโดยที่ฉันยังไม่ได้ถาม

 

เอาเข้าจริง ตอนนั้นฉันเองก็ไม่รู้ว่าควรตอบกลับไปว่าอะไร นอกจากรับฟังรายละเอียดที่เธอเล่ามันออกมาทั้งน้ำตา และก็เป็นเธอเองที่พยายามพูดเพื่อให้ฉันสบายใจขึ้นว่าตัวเองจะเข้มแข็ง เธอยังบอกว่า คิดไว้แล้วว่าจะทำอะไรต่อไปจากนี้

 

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ขอพูดตอนนี้ด้วยความเคารพว่า การที่อาจารย์จะให้เกรด A / B / C /  D / F  หรือการที่จะบอกว่านักศึกษาคนไหนควรถอนวิชาเรียน เพราะมองไม่เห็นความเป็นไปได้ของการเรียนจนผ่านนั้นไม่ใช่เรื่องยาก

 

จะว่าง่ายก็ได้ด้วยซ้ำในเมื่อมีกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่วางไว้อยู่ก่อนแล้วเป็นพื้นฐาน เป็นกรอบในการประเมินชัดเจน

           

สุดท้ายก็ไม่แปลก ที่ใครจะประเมินเพื่อนสนิทของฉันคนนี้ว่าเธอรับผิดชอบไม่มากพอ ฝืนทำธีสิสต่อไปก็คงไม่รอดในเมื่องานของเพื่อนคนอื่น ๆ เดินหน้าไปจนเกือบถึง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่งานของเธอดูเหมือนจะยังไปไม่ถึงครึ่งทาง

         

ที่กำลังจะพูดต่อไปนี้ก็ไม่ใช่เพราะว่าฉันไม่เห็นด้วยกับกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่

 

แต่แค่อยากเล่าและยืนยันว่า บางสิ่งที่แม้จะไม่ได้ถูกใช้เป็นกรอบในการประเมินก็สำคัญไม่แพ้กัน และมันยังมีความหมายเสมอ

 

จากสายตาของตัวเองที่มองไปยังเพื่อนสนิทคนนี้ฉันเห็นความตั้งใจ ความพยายามในการทำธีสิสของเธอที่ไม่น้อยไปกว่าเพื่อนคนอื่น ๆ (อย่างน้อยก็ไม่น้อยไปกว่าฉัน)

         

ฉันยังจำได้ดีถึงตอนที่พวกเราคิดหัวข้อธีสิสกันจนแทบพลิกแผ่นดิน ตอนที่ขนหนังสือจากห้องสมุดมาอ่าน ฝืนตื่นเช้าเดินทางไกลคนเดียวไปเก็บข้อมูล

 

ตอนที่เตรียมสไลด์นำเสนอกันแบบหามรุ่งหามค่ำ ตื่นเต้นกันแทบบ้าก่อนจะเข้าห้องนำเสนอ

 

หรือตอนที่พวกเรายืนจดคอมเม้นท์ที่ไม่ค่อยดีต่อใจเท่าไหร่อยู่หน้าห้องด้วยรอยยิ้ม

 

ยิ่งกับเพื่อนสนิทคนนี้ ฉันยังไม่ลืมตอนที่เธอหาวิธีแก้ปัญหาแบบหัวชนฝาเมื่อนางแบบที่รับปากว่าจะมาถ่ายงานในธีสิสให้เลื่อนนัดกะทันหัน แถมอยากชื่นชมด้วยซ้ำที่เธอรู้จักรับมือกับความเครียด และอดทนกับแรงกดดันได้ดีกว่าฉันเป็นไหน ๆ

         

แต่ก็นั่นแหละในเมื่อสุดท้ายแล้วผลลัพธ์มันออกมาแบบนี้ แม้สุดท้ายแล้วใครจะประเมินว่าเธอไม่รับผิดชอบ หรือต่อให้สุดท้ายแล้วเธอจะถูกใครประเมินว่าอะไรอีก

         

ฉันก็ยังคิดว่าเธอเป็นคนรับผิดชอบ

         

รับผิดชอบมากพอเมื่อเจอผลลัพธ์แบบนี้ ทั้งตอนที่เธอบอกว่าตัวเองจะเข้มแข็ง ตัวเองคิดไว้แล้วว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี

 

และคงมีอะไรอีกมากมายที่เธอวางแผนไว้แบบเงียบ ๆ คนเดียว

 

เอาเถอะ ฉันคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องน่ากลัวจนเกินไป ที่ใครบางคนจะเรียนไม่จบพร้อมเพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน

 

เพราะเวลาอีก 1 ปี ก็คือเวลาอีก 1 ปี

 

 

ขอแค่อย่าเพิ่งรู้สึกว่า 1 ชั่วโมง ของตัวเองนั้นนานเกินจนหมดความสุขกับชีวิต และไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น



ภัทรานิษฐ์ จิตสำรวย ไอซีที นิเทศศาสตร์รุ่น 7

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)