ซีรีส์ระบบนิเวศชายฝั่งเพชรบุรี ตอนที่ 7 : จากผืนป่าสู่ท้องทะเล วิกฤติระบบนิเวศชายฝั่งเมืองเพชรบุรี

28 มกราคม 2560 | อ่านแล้ว 317 ครั้ง    

เรือประมงขนาดเล็กจอดเรียงรายอยู่ริมลำคลองหลังออกไปเผชิญคลื่นลมกลางท้องทะเล

 

ไม่ใกล้ไม่ไกลคือลานปูนโล่งมุงหลังคา ที่ซึ่งชาวประมงในชุมชนมารวมตัวเพื่อคัดแยกปู ปลา และสัตว์น้ำที่จับได้

 

แต่บนพื้นลานในวันนี้เต็มไปด้วยเศษพลาสติกและซองขนมที่ติดอวนขึ้นมา จนแย่งชิงความสนใจจากสายตาได้มากกว่า

 

ในอดีตรายได้หลักของคนในพื้นที่ชายฝั่งทะเล จังหวัดเพชรบุรี คือการทำประมงหาเลี้ยงชีพ

 

ทว่าเมื่อวันเวลาและสายน้ำเปลี่ยนแปลงไป ท้องทะเลที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับไม่เพียงพอต่อปากท้องของพวกเขา

 

วิชัย ทองตัน สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี เล่าว่า ในอดีตเมื่อชาวประมงออกเรือไปจับสัตว์น้ำ หากมีเศษขยะพลาสติกติดอวนขึ้นมาก็มักจะโยนทิ้งทะเลตามเดิม แต่เมื่อมันเริ่มลุกลามเป็นปัญหาเรื้อรังและส่งผลต่อการประกอบอาชีพ ชาวบ้านจึงหาทางออกด้วยการนำขยะเหล่านั้นไปขายสร้างรายได้

 

“มันเยอะจนเก็บแล้วเอาไปขาย ได้เงินไปเหมารถมาถมที่ดินสองสามคันแล้ว” เสียงจากชาวประมงในพื้นที่เล่า

 

สถิติของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระบุว่า ในปี 2552-2559 เพชรบุรีมีขยะทะเลที่เก็บได้ 435,417 ชิ้น น้ำหนักรวม 75,906.17 กิโลกรัม ที่พบมากที่สุดคือถุงพลาสติก ตามด้วยฝาขวดน้ำและเชือก โดยขยะส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมชายฝั่ง

 

แม้จะสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปริมาณขยะที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้น้ำทะเลปนเปื้อน สัตว์น้ำในพื้นที่ลดน้อยลง วิถีทำกินดั้งเดิมจำต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดเลี้ยงชีพได้

 

ขยะจากความเจริญของเมืองใหญ่ก็ยังคงถูกพัดพามายังแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวประมงจนมันเสื่อมโทรมลง

         

ในวันที่ป่า ‘ป่วย’

 

ใต้ร่มเงาของแสมและโกงกาง น้ำในป่าชายเลนพื้นที่บ้านแหลมช่วงเดือนกันยายน ที่ผ่านมากลายเป็นสีแดง และมีบางจุดเน่าเสีย

 

ชัชนรินทร์ ชัชวงศุ์วาล นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ หัวหน้าสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 6 (บางขุนไทร) กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม จังหวัดเพชรบุรี เล่าว่า คลื่นซัดขยะบางส่วนจากทะเลที่นักท่องเที่ยวหรือขยะจากการทำประมงมาเกยตื้น อีกส่วนคือขยะจากชุมชน

 

“ขยะเหล่านี้ถูกพัดเข้าไปติดอยู่ตามรากต้นโกงกาง และรากที่ใช้หายใจของไม้แสมดำ และแสมทะเล จึงเกิดการสะสมและทำให้น้ำเสีย” ชัชนรินทร์ ระบุ  

 

เขาบอกด้วยว่า การปล่อยน้ำเสียจากกระบวนการทำนากุ้ง นาเกลือ เป็นอีกตัวการที่ทำให้น้ำมีค่าความเค็มมากกว่าปกติ ทำให้สัตว์น้ำและเหล่าพรรณไม้ที่ทำหน้าที่พิทักษ์ชายฝั่งตายในที่สุด

 

เพชรบุรีเคยเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่าชายเลนเป็นอันดับ 1 ของภาคกลาง จากการสำรวจของ สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 6 ตำบลบางขุนไทร กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเพชรบุรี พบว่าเมื่อ 20 ปีก่อน ป่าชายเลนเมืองเพชรมีพื้นที่ประมาณ 30,000 ไร่ แต่ปัจจุบันกลับเหลือเพียง 18,000 ไร่

 

ทิ้งไว้เพียงภาพอดีตของต้นแสมและโกงกางที่เคยแผ่กิ่งก้านตระหง่านรับแรงคลื่นลม

 

สุวิมล ชินกังสดาร อาจารย์ประจำคณะสัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า ป่าชายเลนเปรียบเสมือนหัวใจของระบบนิเวศชายฝั่ง ทั้งเป็นปราการลดความรุนแรงของคลื่น ป้องกันการกัดเซาะพังทลายของดินชายฝั่ง และยังเปรียบเสมือนบ้านหลังน้อยสำหรับ กุ้ง หอย ปู ปลา ขนาดเล็กที่มาอาศัยพักพิงรอเจริญเติบโต ก่อนจะออกไปเจริญพันธ์ช่วงโตเต็มวัยในท้องทะเล

 

“ป่าชายเลนยังช่วยกรองของเสียที่เกิดจากบ้านเรือน และโรงงานอุตสาหกรรมไม่ให้ไหลลงสู่ทะเลโดยตรง ถ้าไม่มีป่าชายเลน ขยะ และน้ำเสียจะไหลลงทะเลทั้งหมด” สุวิมล ระบุ  

 

เมื่อ ‘ท้องเล’ ไม่เป็นเช่นเคย

 

กระดานไม้ทรงเรียวยาว ตะกร้าสานใส่หอย พร้อมด้วยหลอดไฟที่สาดแสงนวลตาบนเสากระโดงเรือ และวิถีการจับหอยด้วยมือเปล่า คือ เอกลักษณ์ที่ยังดำรงอยู่และถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมายาวนานเกือบ 100 ปี ของชาวประมงในตำบลบางขุนไทร

 

พื้นที่ 8,000 ไร่ ชายฝั่งทะเลอำเภอบ้านแหลม จังวัดเพชรบุรี ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งหอยแครงธรรมชาติใหญ่ที่สุดในประเทศ

 

ที่นี่เคยได้รับผลกระทบจากเรือคราดหอย ประมงอุตสาหกรรม ที่เข้ามาตักตวงผลประโยชน์กระทั่งประมงพื้นถิ่นพากันล้มหายตายจาก บ้างก็ต้องย้ายไปหากินที่อื่น

 

ทว่าปัจจุบันหอยแครงธรรมชาติได้รับผลกระทบจากน้ำเสียจากแม่น้ำ ส่งผลให้หอยแครงไม่เกิดเป็นระยะเวลา 2 ปี ชาวบ้านจึงเก็บหอยลำบากขึ้น

 

“ใครมีเรือใหญ่ก็ดี ไปทำจับปลาจับกุ้งได้ แต่ฉันไม่มีเรือ ก็ได้แต่เก็บหอย บางวันเก็บหอยแครงได้แค่ 2 กิโลกรัม ออกไปขายก็ไม่คุ้มค่ารถ” ยายแอบ กินน้อย ชาวประมงพื้นถิ่นที่ใช้ชีวิตผ่านลมและคลื่นทะเลมากว่า 70 ปี เล่าถึงการหาเลี้ยงชีพด้วยการเก็บหอยในวันที่เสียงเรือคราดเบาลง

 

เฉลิมเกียรติ ไกรจิตต์ ชาวประมงอาสา กลุ่มเลี้ยงหอยแครงบางตะบูน เล่าว่า ฤดูฝนของทุกปีกรมชลประทานจะปล่อยน้ำลงสู่ทะเล ซึ่งมีน้ำเสียปะปนมาด้วย เมื่อไม่มีป่าชายเลนคอยซับของเสีย ฟาร์มเลี้ยงหอยแถบนี้จึงโดนของเสียไปเต็ม ๆ หอยในฟาร์มของตนตายจนเสียรายได้ไปกว่า 5 แสนบาท

 

อ่าวไทยในวันที่ไร้ชีวิต

 

เงามืดของความเปลี่ยนแปลงไม่ได้รุกคืบเข้ามาเพียงแค่ประมงริมฝั่งทะเลเท่านั้น แต่ยังกระทบไปถึงวงจรชีวิตปลาทูที่นับวันค่อย ๆ เลือนหายไปจากอ่าวไทย

 

นิตย์ หอมคง หัวหน้ากลุ่มเรือประมงขนาดเล็ก ตำบลบ้านบางควาย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เล่าว่า จำนวนปลาทูที่จับได้ในปีนี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ชาวประมงขาดทุน

 

“ออกเรือแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายราว 1,500 บาท แต่บางครั้งจับปลาทูไม่ได้เลย หากจับได้ก็จะมีรายได้ประมาณ 2,000 3,000 บาท จากเดิมเคยได้ 7,000 บาท แถมปลาทูที่จับได้ส่วนใหญ่ยังเป็นปลาทูสาว หรือปลาทูที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่” นิตย์ ระบุ

 

 

น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาทู

 

พูลศรี วันธงไชย นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการส่วนแผนงานและยุทธศาสตร์ สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อธิบาย ว่า เมื่อป่าชายเลนลดลงทำให้ไร้ตัวกำบังแสงแดด เมื่อแดดส่องผิวน้ำโดยตรง ทำให้น้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำบางชนิดที่ไม่สามารถอยู่ในน้ำที่มีอุณหภูมิสูงได้

 

สอดคล้องกับสิ่งที่ เมธี แก้วเนิน หัวหน้าทีมวิจัยโครงการการศึกษาสถานภาพของทรัพยากรปลาทูที่สัมพันธ์กับสภาพสิ่งแวดล้อมบริเวณพื้นผิวทะเลในบริเวณอ่าวไทย ให้ข้อมูลว่า นอกจากการทำประมงเกินขนาดเป็นสาเหตุหลักทำให้ปลาทูมีจำนวนลดลงแล้ว ยังมีเรื่องอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณอ่าวไทยที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปลาทูซึ่งเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณผิวน้ำทะเล ณ อุณหภูมิ 29 30 องศาเซลเซียส เคลื่อนตัวหลบลงไปในระดับน้ำทะเลที่ลึกกว่าเดิม

 

“เมื่ออุณหภูมิน้ำสูงขึ้นทำให้สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินเจริญเติบโตได้ดีกว่าไดอะตอมที่เป็นอาหารของปลาทู เมื่อปลาทูขาดแคลนอาหารก็ทำให้มันชะลอการสืบพันธุ์ และย้ายถิ่นไปสู่บริเวณน้ำลึก” สรณัฐ ศิริสวย อาจารย์ประจำภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทีมวิจัยอีกคนหนึ่ง ระบุ

 

‘ทางออก’ สู่ปัญหาใหม่

 

หากมองจากชายฝั่งหาดเจ้าสำราญไปยังท้องทะเลจะเห็นกองหินยาวสูงพ้นน้ำทะเลขนานไปกับเส้นขอบฟ้า

 

ในอดีตป่าชายเลนเคยทำหน้าที่เป็นปราการคอยปกป้องไม่ให้ชายฝั่งทะเลถูกทำลายจากกระแสคลื่น และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ

 

แต่วันนี้ เมื่อไร้ซึ่งปราการป้องกันทางธรรมชาติ คลื่นที่โถมเข้ามาจึงทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น กลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดเพชรบุรี ระบุว่า ชายฝั่งทะเลของจังหวัดเพชรบุรีประสบปัญหาถูกกัดเซาะรุนแรงในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน และการท่องเที่ยวของหาดเจ้าสำราญ

 

แม้ภาครัฐจะก่อสร้างเขื่อนกันทรายและคลื่นบริเวณชายฝั่งหาดเจ้าสำราญ จำนวน 15 เขื่อน แต่ละเขื่อนมีความยาวประมาณ 120 เมตร ระยะห่างระหว่างเขื่อนตัวละ 160 เมตร จากปากคลองหัวตาล ตำบลหาดเจ้าสำราญ เป็นแนวยาวลงไปทางใต้ ระยะทางประมาณ 1,120 เมตร

 

แต่ทว่าการสร้างเขื่อนกั้นคลื่นของภาครัฐ กลับกลายเป็นทางเลือกที่นำซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบนิเวศ และวิถีชีวิตชาวประมง

 

ชนม์ ภู่สุวรรณ อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์น้ำ คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร ชี้ว่า เขื่อนกั้นคลื่นเปลี่ยนแปลงวงจรชีวิตของสัตว์น้ำ เพราะเสมือนได้สร้างถิ่นที่อยู่ใหม่ขึ้นมาในท้องทะเล สัตว์ชนิดอื่น ๆ ได้เข้ามาอาศัยอยู่แทนที่สัตว์ชนิดเดิม เกิดเป็นระบบนิเวศใหม่

 

“ทรายจะถูกพัดพาไปสะสมในบริเวณอื่นมากเกินไป ทำให้ระบบนิเวศพื้นที่ใกล้เคียงต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง สัตว์น้ำเศรษฐกิจเดิมที่เคยมีก็จะหายไป” เขาระบุ

 

บริเวณหาดเจ้าสำราญที่เดิมทีมีหมึกกล้วย และปู เป็นสัตว์เศรษฐกิจ ตอนนี้ปริมาณกลับลดลง เนื่องจากมีปลาเก๋า ซึ่งเป็นปลานักล่า เข้ามาอาศัยอยู่ตามซอกหินของเขื่อนกันคลื่น และคอยจับหมึก ปู และกุ้งขนาดเล็กกินเป็นอาหาร

 

แก้ว สำราญรัตน์ ชาวประมงหาดเจ้าสำราญ เล่าว่า ช่วง 2 3 ปีที่ผ่านมา จับหมึกกล้วยได้น้อยลง จากเดิมที่ใน 1 ปี จะจับได้ประมาณ 3 เดือน กลับลดเหลือเพียง 1 2 เดือน ทำให้ต้องหันมาจับแมงกะพรุนที่มีราคาต่ำกว่าแทน

 

หลายปีที่ผ่านมา ทะเลเมืองเพชรบุรี ไม่ได้ประสบปัญหาจากคลื่นลมทางธรรมชาติเพียงเท่านั้น หากแต่คลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงจากเงื้อมมือมนุษย์ก็ได้สาดซัดเข้ามาอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อเนื่องกันเป็นห่วงโซ่ของปัญหา เชื่อมถึงและส่งผลต่อกันคล้ายกับโดมิโน่

 

จากขยะชิ้นเล็กสู่มลพิษในแหล่งน้ำ ผืนป่าที่ถูกทำลาย วงจรชีวิตของสัตว์น้ำที่เปลี่ยนไป วิถีผู้คนที่ต้องปรับตัว และการพยายามแก้ไขผลกระทบของรัฐ

 

แต่สุดท้ายยังมีคำถามว่า ความเสียหายจากการทำลายธรรมชาติ แลกกับมูลค่าทางเศรษฐกิจนั้น คุ้มค่ากันหรือไม่

สามารถย้อนอ่านตอนที่ 1 : ทะเลเมืองเพชรฯ วิกฤต! แหล่งหอยแครงธรรมชาติใหญ่สุดในประเทศไร้เงาหอยมา 2 ปี 
http://www.ictsilpakorn.com/ictmedia/detail.php?news_id=466#.WIrsLVyQ9iY
ตอนที่ 2 : ส่องเพื่อนบ้าน มาเลเซียก็เจอปัญหาหอยแครงลดลง!
http://www.ictsilpakorn.com/ictmedia/detail.php?news_id=467#.WIc6SvmLTIU
ตอนที่ 3 : อ่าวไทยชั้นใน ไร้เงาปลาทู เหตุธาตุอาหารน้อย-น้ำร้อนขึ้น ทำปลาทูชะลอการสืบพันธุ์
http://www.ictsilpakorn.com/ictmedia/detail.php?news_id=468#.WIo30PmLTIU
ตอนที่ 4 : โลกระอุ ‘เอลนีโญ’ แผลงฤทธิ์
http://www.ictsilpakorn.com/ictmedia/detail.php?news_id=474#.WIo4b_mLTIU
ตอนที่ 5 : ป่าชายเลนเพชรบุรี แหล่งซับของเสีย-อนุบาลสัตว์น้ำ ตายเพียบเหลือแต่ซาก
http://www.ictsilpakorn.com/ictmedia/detail.php?news_id=475#.WIzfevmLTIU
ตอนที่ 6 : ขยะทะเล... กับผลร้ายที่ตามมา
http://www.ictsilpakorn.com/ictmedia/detail.php?news_id=480#.WI11avmLTIU



เรื่องและภาพโดย นักศึกษาวารสารและหนังสือพิมพ์ ชั้นปีที่ 2 รุ่น 9

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)