The Face Thailand LGBT: ความแตกต่างที่เหมือนกัน

13 กุมภาพันธ์ 2560 | อ่านแล้ว 55 ครั้ง    

ปีแรกที่ The Face Thailand ซีซั่น 3 รับสมัครสาวประเภทสองเข้าไปร่วมรายการ มีผู้สมัครเข้ามาอยู่ไม่น้อย ทั้งที่เราเห็นผ่านและไม่ผ่านหน้ากล้อง แต่มีเพียงสองคนที่ได้เข้ารอบคือ ฮาน่า #ทีมลูกเกด และบลอสซั่ม #ทีมบี

ผู้สมัครหลายคนเชื่อว่าเวทีแห่งนี้จะนำพาตนไปสู่ ‘นางแบบ’ เช่นเดียวกับเพื่อนฉันที่เป็นผู้ชาย เธอปรารถนาจะเป็นนางแบบ หลังจบมัธยมปลายจึงตัดสินใจสมัครรายการ The Face Thailand ขัดเกลาความสามารถให้สมกับความฝันที่ตั้งใจ แต่เธอไม่ผ่านเข้ารอบ 


ถึงเพื่อนคนนี้จะมีศักยภาพ แต่ด้วยความที่เธอตัดผมสั้น มีทรงผมเหมือนผู้ชายส่วนใหญ่ เส้นผมไม่ได้ยาวสลวยอย่างที่ (คิดกันว่า) เพศหญิงควรเป็น ทันทีที่รูปเพื่อนหลุดออกไปในโซเชี่ยล กลับโดนชาวทวิตเตอร์ท่านหนึ่งต่อว่าถึงความเสื่อมเสียต่อวงการเพศที่ 3 ด้วยคำว่า


“เกย์ กะเทยดีๆ ก็มีเยอะแยะ แต่เจอกะเทยหัวโปกที่ไม่เจียมตัว แบบนี้มาสมัคร แบบนี้ไง คนเลยดูถูกเพศที่สาม"


ข้อความนี้ถูกทวิตต่อกว่า 2 พันครั้ง หรืออาจมากกว่านั้นก็ไม่ทราบได้ แต่ที่มั่นใจคือ เหตุการณ์นี้มันสะท้อนทัศนคติของคนกลุ่มหนึ่งในสังคมว่า สังคมเราพยายามสร้างคำจำกัดความให้กลุ่ม LGBT ต้องเป็นอะไรสักอย่าง เช่น คาดหวังให้สาวประเภทสองมีความคิดสร้างสรรค์ เป็นสีสันให้สังคม สวยสง่า มีความเป็นกุลสตรีกว่าเพศหญิง รวมถึงเชื่อว่าถ้าปรารถนาจะเป็นนางแบบต้องผมสาวสลวยสวยเก๋ เป็นลอนสวยงาม ไม่ใช่ทรงผมอย่างผู้ชาย


ราวกับเหล่าคนกลุ่มนี้จำต้องเกิดมาพร้อมคุณสมบัติพิเศษ หรือพรสวรรค์บางอย่างที่เพศชาย หรือหญิงไม่มี

ในอดีตมีการต่อสู้เพื่อโต้ตอบวิธีที่ยึดหลักการเพียงแค่สองเพศ กรอบคิดนี้ถูกท้าทายอย่างมาก เพราะมนุษย์ไม่ได้มีแค่สองเพศตามแบบโบราณอย่างที่เคยเชื่อกันมา

เกิดข้อสงสัยว่า สังคมยอมรับว่าเพศชายและหญิงต่างมีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันไป แต่เมื่อเป็นเพศที่สาม กลับพยายามยัดเยียดให้มีลักษณะพิเศษบางอย่างเสมอ

สังคมคอยสร้างคำจำกัดความต่างๆ ให้เพศที่สามอยู่เสมอ อาจเป็นเพราะการจะยอมรับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สังคมต้องเข้าใจสิ่งนั้นให้ถ่องแท้เสียก่อน ดังนั้น จึงได้พยายามหาคำจำกัดความมาอธิบายเพศที่สาม เพื่อให้ตนเข้าใจสิ่งนั้นได้

ส่วนตัวขอยอมรับว่า เดิมทีมีภาพจำเพศที่สามเป็นคนขี้โวยวาย เสียงดัง รุนแรง แต่มีอารมณ์ขัน และสร้างสรรค์ เพราะสมัยเด็กๆ เวลาดูภาพยนตร์หรือรายการโทรทัศน์ มักจะมีเพศที่สามเป็นตัวละครที่มีลักษณะร่วมกันคือ ความตลก แต่งตัวด้วยชุดอลังการประดับขนนก พูดจาโฉ่งฉาง อารมณ์ฉุนเฉียว

เหล่านี้คือภาพที่สังคมประกอบสร้างขึ้นมา ผ่านสื่อเอย วัฒนธรรมเอย รวมถึงโซเชียลมีเดียยิ่งทำให้วัฒนธรรมที่อยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งปะทุยิ่งขึ้น นั่นคือการสบถ ตำหนิ ด่าทอ LGBT ซึ่งพบเห็นได้ในสังคม และเป็นผลจากแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม เพราะแนวคิดนี้ทำให้มนุษย์เชื่อว่าโลกนี้มีสองเพศ ดังนั้น LGBT ในสายตาของแนวคิดเช่นนี้เป็น ‘ของใหม่’ ในสังคม เมื่อแนวคิดนี้ถูกทิ้งไว้นานเข้า LGBT (ซึ่งถูกมองเป็นเพศใหม่) ยิ่งโดนเอาไปผูกกับความร่วมสมัยของสังคม

หนักเข้า LGBT ยิ่งถูกมองเป็นพวกเสรีนิยม เพราะคนกลุ่มนี้ไม่เอาแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมและไม่รักษาขนบธรรมเนียบเดิม นานวันเข้าบางคนเห็นว่า LGBT ทุกคนต้องรวมตัวเพื่อสร้างความเท่าเทียมทางเพศ

ความเชื่อแบบเหมารวมนั้นเอง ทำให้เผลอมองว่า LGBT ล้วนเป็นหนึ่งเดียวกันไปเสียทุกเรื่อง และ LGBT หนึ่งคนกลับกลายเป็นตัวแทนของ LGBT ทั้งหมด ยิ่งกว่านั้นการเอาเพศสภาพเป็นบรรทัดฐานจัดประเภทของคนว่า คนนี้เพศชาย คนนั้นเพศหญิง คนนู้นเพศที่สาม เป็นเหมารวมความเป็นเพศว่า เพศชายเป็นแบบนี้ เพศหญิงเป็นแบบนี้ และเพศที่สามต้องเป็นแบบนี้

ทั้งๆ ที่สังคมไทยเริ่มจะบอกว่า สังคมเราเปิดกว้างทางเพศ และยอมรับความหลายหลายที่มีอยู่บนโลกใบนี้ แต่ความคิดกลับมัดรวมความหลากหลายนั้น ให้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว

ยิ่งพยายามหาคำจำกัดความให้เพศที่สามเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการยัดเยียดนิยามความเป็นเพศที่สาม โดยที่เรารู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

[1] ธเนศ วงศ์ยานนาวา. ภาค 2 คู่มือเรื่องเซ็กซ์: อำนาจของผู้ชายและผู้หญิง. เพศ: จากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึงสุนทรียะ. กรุงเทพฯ: สมมติ, 2556, น.205



เรื่องโดย จิรัชญา ชัยชุมขุน ไอซีทีนิเทศศาสตร์ ปี 2 รุ่น 9

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)