สืบสานงานศิลป์ ศิลปินปูนปั้น

11 กันยายน 2560 | อ่านแล้ว 82 ครั้ง    

“งานปูนปั้นในเมืองเพชรบุรีหาไม่อยากเลย มีอยู่ทุกวัดนั่นล่ะ อย่างในวัดมหาธาตุวรวิหาร เป็นศูนย์รวมศิลปะปูนปั้นเลย นอกจากนั้นก็มีที่หน้าบันพระวิหารหลวงพระปรางค์ ซุ้มประตูอุโบสถวัดปากคลอง อุโบสถและฐานพระพุทธรูป”

คำแนะนำแหล่งงานศิลป์ของช่างเพชรบุรี จาก พิทรรศ พึ่งแตง ศิลปินปูนปั้นรุ่นใหม่ ชายผิวคล้ำแดด ที่เพิ่งลงมาจากนั่งร้านสูงกว่าสิบเมตรเพื่อพูดคุยถึงศิลปะปูนปั้นด้วยความเป็นกันเอง พลางยื่นนิ้วชี้ที่เต็มไปด้วยรอยเปื้อนสีขาว นำสายตาชวนให้ชมงานปั้นบริเวณหน้าบรรณวัดนาพรหม ที่เขาลงแรงสร้างสรรค์มาตลอด ๓ ปีด้วยความภาคภูมิใจ

พิทรรศ เป็นศิลปินปูนปั้นเพชรบุรีรุ่นที่สอง ผู้สืบทอดความเป็นศิลปินมาจากบิดาคือ ครูเฉลิม พึ่งแตงและยังคงสืบทอดลวดลายอันวิจิตรสวยงามของงานปูนปั้นดั้งเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน ทั้งภาพเทพ เทวดา และสัตว์หิมพานต์ ที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เขาเล่าว่าความพิเศษของปูนปั้นของเมืองเพชรไม่เพียงแค่ลวดลายที่สวยงามเท่านั้นแต่รวมถึงเรื่องราวในผลงานที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญในประเทศ



“เพชรบุรีลายจะใกล้เคียงกับอยุธยาแต่ไม่เหมือนซะทีเดียว อย่างลายกนกของเราก็จะเป็นลักษณะลายสั้น ๆ แบบอยุธยา ไม่เหมือนไทยสมัยรัตนโกสินทร์ที่เป็นพลิ้ว ๆ ยาว ๆ ขึ้นไปแต่ก็จะแตกต่างกันที่รายละเอียด เช่น ปลายกนก หรือการซ้อนลาย”

นอกจากเอกลักษณ์การปั้นปูนจากช่างที่มีฝีมือแล้ว สีขาวนวลของปูนก็เป็นอีกความงดงามหนึ่งที่ธรรมชาติมอบให้ กว่าจะได้ปูนปั้นที่ให้ความรู้สึกอ่อนช้อยแต่แข็งแรงนี้ แม้จะใช้ส่วนผสมไม่มากแต่ให้กลับความสำคัญไม่น้อย

ครูบุญเจือน เอมโอษฐ์ และ ครูทองร่วง เอมโอษฐ์ คู่ศิลปินปูนปั้นรุ่นใหญ่ผู้สืบทอดเอกลักษณ์การปั้นแบบเพชรบุรีมาหลายสิบปี  เล่าว่า ปูนของเมืองเพชรมีความพิเศษมากกว่าที่อื่น ศิลปินจึงมักจะตระเตรียมวัตถุดิบและผสมปูนด้วยตัวเอง โดยใช้กระดาษฟาง กาวหนัง น้ำตาลโตนดหรือน้ำตาลทรายแดง  ทรายละเอียด ปูนขาว และน้ำ ผสมเข้าด้วยกัน



ในอดีตมีการใช้ปูนจากเปลือกหอยเผาไฟบดละเอียดแต่ด้วยความที่เปลือกหอยมีคุณสมบัติ อุ้มน้ำ ทำให้ปัจจุบันปรับเปลี่ยนมาใช้ทรายเม็ดละเอียดเพื่อให้ผลงานแข็งแรงมากขึ้น นอกจากนี้ครูบุญเจือนยังกล่าวด้วยน้ำเสียงขบขันว่าหลายคนเข้าใจว่าทรายที่ใช้มาจากชายหาดเมืองเพชร แต่ความจริงทรายที่ใช้ผสมปูนต้องมาจากแหล่งน้ำจืดที่มีความละเอียด โดยเฉพาะทรายจากกาญจนบุรีที่มีความละเอียดมากจึงนิยมนำมาใช้

นอกจากการเตรียมปูนแล้ว การเตรียมช่างก็ต้องใช้เวลาไม่น้อย

ครูทองร่วงเล่าต่อว่ากว่าจะมาเป็นช่างปั้นได้ไม่ใช้ลุกขึ้นมาหยิบจับปูนแล้วปั้นได้เลย ช่างแต่ละคนต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปี โดยต้องเริ่มเรียนตั้งแต่การเขียนแบบกับกระดาษ ใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะได้จับก้อนปูนครั้งแรก



ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานของการบ่มวิชาช่าง ทำให้ในอดีตความรู้ทางศิลปะต่าง ๆ  เหล่าศิลปินจะส่งมอบให้กับคนในครอบครัวเท่านั้น งานมรดกทางภูมิปัญญาต่าง ๆ จึงค่อย ๆ เลือนหายไปเพราะไร้คนสืบทอด

แต่ทว่าครูทองร่วง เอมโอษฐ์ ไม่ได้รับการถ่ายทอดงานศิลป์จากคนในครอบครัว เขาเล่าว่าขณะที่อายุ ๑๘ ปี กำลังบวชเป็นสามเณรที่วัดมหาธาตุวรวิหาร ได้พบครูพิณ อินฟ้าแสงกำลังปั้นปูนในวัด เมื่อมองผลงานตรงหน้าแล้วเขารู้สึกประทับใจอย่างมากและต้องการเป็นช่างปูนเช่นเดียวกับครูพิณ จึงสึกจากการเป็นสามเณรในขณะนั้นและขอเป็นศิษย์

แม้ในทีแรกครูพิณจะไม่ยอมรับ ทำให้เขาต้องแอบฝึกฝนการปั้นแบบครูพักลักจำจนครูพิณเห็นแก่ความอุตสาหะและรับครูทองร่วงเป็นศิษย์ในท้ายที่สุด หลายปีต่อมาครูทองร่วงได้เป็นช่างศิลป์แล้วได้พบกับครูบุญเจือนผู้เป็นภรรยาจึงถ่ายทอดศาสตร์ศิลป์ที่ได้รับให้กับเธอ



ปัจจุบันศิลปะปูนปั้นเมืองเพชรเป็นแขนงที่มีผู้สืบทอดเยอะที่สุดในบรรดาสกุลช่างทั้งหมด นั่นเป็นเพราะการเล็งเห็นถึงความสำคัญของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงจัดตั้งโครงการศูนย์ศิลปาชีพขึ้น ขึ้นเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๑๙

และต่อมาเมื่อปี ๒๕๒๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งโรงฝึกศิลปาชีพแขนงต่าง ๆ และทรงขยายโรงฝึกศูนย์ศิลปาชีพประจำขึ้นทุกภูมิภาค ในขณะที่ครูทองร่วงเป็นศิลปินแห่งชาติ ครูบุญเจือนก็รับบทบาทเป็นหนึ่งในครูที่ถ่ายทอดวิชาปูนปั้นให้เหล่าบรรดาลูกศิษย์ที่โรงเรียนจิตรลดา

เมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นในสอนเปิดบ้านเพาะช่างรุ่นเยาว์อย่างจริงจัง ครูบุญเจือนเท้าความว่า สมัยที่เป็นครูอยู่โรงเรียนจิตรลดามีโอกาสได้เข้าเฝ้าและถวายงานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อยู่หลายครั้ง และทุกครั้งที่เข้าเฝ้าทั้งสองพระองค์จะตรัสประโยคเดียวกันเสมอ ๆ ว่า



“ครูอย่าทิ้งกันนะ เราต้องช่วยกัน ถ้าหากว่าเราไม่ช่วยเนี่ยลูกหลานของเราเขาก็จะลำบาก เราต้องช่วยกัน ครูห้ามทิ้งนะ”

เพราะซาบซึ้งในพระราชดำริทำให้ครูบุญเจือนยึดมั่นอาชีพครูมาตลอด จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ครูทองร่วง ได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์-ศิลปะปูนปั้น) ทำให้มีโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ติดต่อมายังครูทั้งสองเพื่อให้ถ่ายทอดความรู้งานปั้นจำนวนมาก ประจวบกับอายุที่มากขึ้นทุกปีครูบุญเจือนจึงตัดสินใจให้ลูกศิษย์รับงานปูนปั้นข้างนอกทั้งหมด และเปิดโรงเรียนสอนปูนปั้นที่บ้านอย่างเต็มตัว

ครูบุญเจือนเป็นครูผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้เกี่ยวกับงานปูนปั้นอยู่หลายสิบปี มีลูกศิษย์หลายสิบรุ่น ด้วยความหวังที่ว่าศิลปะปูนปั้นแห่งเมืองเพชรบุรีที่เป็นสมบัติอันล้ำค่าจะไม่มีวันเลือนหายไปจากประเทศไทย

“รู้ว่าเรียนให้เป็นมันยาก แต่อยากให้ช่วยกันอนุรักษ์ไว้ แค่นั้นแหละ อย่างน้อยแค่รักแค่ไม่ทำลายงานที่บรรพบุรุษสร้างมาก็ดีใจแล้ว ยังไงคนรุ่นเก่าก็ต้องพึ่งพาคนรุ่นใหม่นะศิลปะแบบนี้ถึงจะอยู่ไปจนชั่วลูกชั่วหลาน”

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ที่โพสต์ของเรา



เรื่องโดย ภาพย์ตะวัล สุภานิธินันน์, พระจันทร์ เอี่ยมชื่น, ศุภิสร มาอินทร์ และอานนท์ อุดมลาภ ไอซีทีนิเทศศาสตร์ ปี 2 รุ่น 9

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)