นานาทัศนะ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีมติสั่งพักใบอนุญาตช่อง Voice TV 7 วัน มีผลตั้งแต่เวลา 00:01 น. วันที่ 28 มีนาคม 2560

29 มีนาคม 2560 | อ่านแล้ว 44 ครั้ง    

นานาทัศนะ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีมติสั่งพักใบอนุญาตช่อง Voice TV 7 วัน มีผลตั้งแต่เวลา 00:01 น. วันที่ 28 มีนาคม 2560


สุระชัย ชูผกา ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษา คณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง

กรอบการมองเรื่องนี้คือ หลักการเรื่องเสรีภาพการแสดงออก ซึ่งเป็นหลักสากลว่า ประชาชนควรจะมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่กสท.กลับมาตัดสินว่า ประชาชนควรรู้เรื่องนี้ไม่ควรรู้เรื่องนั้น ทั้งที่ประชาชนมีสติปัญญาแยกแยะ และเป็นสิทธิของประชาชนที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารแล้วใช้วิจารณญาณตัดสินใจเอง เรามีทีวีอยู่ 24 ช่องแล้ว ทำไมต้องใช้สายตาไม่ถึง 10 คู่ มาเลือกแทนประชาชนว่าอะไรควรรู้หรือไม่ควรรู้
 
ประเด็นเรื่องเนื้อหารายการ กสท.อ้างว่า มีเสนอข่าวสารเพียงด้านเดียว หรือปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน แต่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องความหลากหลายที่ตัวสื่อซึ่งมีความชำนาญในวิชาชีพ จะใช้วิจารณาญาณจะคัดเลือกข่าวสารเสนอไปยังประชาชน ซึ่งจะมีกลไกในการถ่วงดุลคือ ทางธุรกิจ

กล่าวคือ ถ้าเนื้อหามันดี คนดูเยอะ โฆษณาก็จะเข้า และกลไกของประชาชนเองที่จะเลือกรับรายการเหล่านั้นหรือไม่ และเอาเข้าจริงรายการ In her view หรือ ใบตองแห้งออนแอร์ ก็คล้ายกับบทบรรณาธิการ ที่สามารถแสดงทัศนะได้ ไม่ใช่รายการข่าว ฉะนั้นการที่กสท.เข้ามาบอกว่า ควร balance ข่าวแบบนั้นแบบนี้ นี่เป็นเรื่องการแทรกแซงสื่อชัดเจน และแน่นอนว่า มันส่งสัญญาณว่า นี่เป็นกรณีตัวอย่างที่จะทำให้สื่ออื่น ๆ จะทำงานอย่างหวาดระแวงเพราะกลัวจอดำ
 
ขอตั้งคำถามด้วยว่า การที่กสท.มาจัดการ Voice TV เพราะเขาเสนอประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐใช่หรือไม่ ถ้า Voice TV ทีวีทำผิดจริง ก็ใช้กฎหมายที่มีอยู่ดำเนินการไปเฉพาะกรณีตามกระบวนการยุติธรรม แต่กสท.กลับใช้กฎหมายกสทช.มาตรา 37 ซึ่งที่จริงไม่ได้มีอำนาจปิดสถานี แต่เป็นอำนาจตักเตือน

คำถามคือ กสท.ใช้ดุลพินิจแบบไหนที่อ้างว่า เสนอฝ่ายเดียว แล้วอย่าง NBT ไม่ได้เสนอฝ่ายเดียวหรือ ทั้งนี้ การสั่งปิด 7 วัน เป็นการทำร้ายและทำลาย Voice TV เพราะทำให้คนดูหนี ทำให้คนลืมไปเลยว่ามีช่องนี้อยู่ ทำให้โฆษณาหาย เงินก็หายระดับร้อยล้าน


ยอดพล เทพสิทธา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

การสั่งพักใบอนุญาตช่อง Voice TV 7 วัน ขัดต่อสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน เพราะในสังคมเสรีประชาธิปไตยไม่ควรมีใครถูกปิดปาก เราควรจะพูดในสิ่งที่พูดได้ โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นข้อมูลสาธารณะ
 
ส่วนประเด็นสิทธิเสรีภาพที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 นั้น พอมันเป็นฉบับชั่วคราว ผู้ร่างเองก็ไม่ได้ต้องการให้มีฟังก์ชั่นเต็มที่ มันมีข้อจำกัด ลองดูก็ได้ว่า บทบัญญัติเขียนไว้สั้น ๆ ว่า สิทธิเสรีภาพที่ได้รับการรับรองไว้ยังรับรองอยู่เหมือนเดิม

แต่ทุกคนก็เห็นว่า ข้อเท็จจริงในหลายกรณีที่ผ่านมา มันไม่ใช่แบบนั้น มันไม่ได้เป็นไปตามหลักการสิทธิเสรีภาพของสากล หลายกรณีเห็นกันชัดเจนว่า ตัวบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวใช้ไม่ได้จริงเลยเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน


สังกมา สารวัตร ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร

บทลงโทษดังกล่าวรุนแรงเกินกว่าเหตุ และเป็นการแทรกแซงการทำงานของสถานี ทั้ง ๆ ที่การระงับการอออกอากาศควรพิจารณาเป็นแต่ละรายการ แต่กลับลงโทษในภาพรวม
 
ในแง่องค์กรอย่าง กสทช.ก็ควรน่าพิจารณาชวนคิดว่า เหตุใด กสทช.ได้ทำหน้าที่เซ็นเซอร์สื่อไทย ทั้งนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ มาตรฐานการพิจารณาที่อาจทำลายเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิทธิที่มิอาจละเมิดได้ เนื่องจากเสรีภาพสื่อเป็นครื่องการันตีว่า ข่าวและรายการที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะจะเป็นช่องทางสำหรับการแสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นสาธารณะ เพราะอำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ประชาชน
 
ความเป็นจริงข้อพิจารณา มาตรา 37 เป็นอำนาจของกสทช. แต่ประกาศที่ 97 และ103 คือประกาศ คสช. ที่ผ่านมาในอดีต ไม่เคยมีแบบนี้ที่องค์กรอิสระ อย่างกสทช ซึ่งมีหน้าที่ดูแลสื่อ คุ้มครองเสรีภาพสื่อให้เป็นไปตามมาตรา 37 ที่ตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมูญ 40 50 มาทำหน้าที่นี้แทน คสช.เสียเอง


วุฒิชาติ ชุ่มสนิท “บินหลา สันกาลาคีรี” นักเขียนรางวัลซีไรต์ประจำปี 2548

ทุกวันนี้เราพูดกันว่า ประเทศมีเสรีภาพมีประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น อนาคตแผลของรัฐบาลจะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ การปิดกั้นเสรีภาพจะเกิดขึ้นอีก เหมือนกับกรณีของไผ่ ดาวดิน และกรณีของช่อง Voice TV ล่าสุดที่ไม่ได้แตกต่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
 
ทั้งนี้ เสรีภาพเป็นเรื่องสำคัญ เปรียบเหมือนอากาศ เพราะเมื่อไหร่ที่เราขาดมันจะส่งผลร้ายแรงต่อชีวิต

แม้อากาศเป็นสิ่งธรรมดาที่รู้ว่ามีอยู่ แต่บางคนมองเห็น ส่วนบางคนมองไม่เห็น หรือบางคนอาจไม่สนใจ แม้ว่าเรื่องอากาศหรือเสรีภาพนี้จะเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากก็ตาม ซึ่งในฐานะนักเขียนผมไม่ได้เรียกร้องเสรีภาพเพราะกระทบเรื่องส่วนตัวของผมเอง แต่เพราะมันกระทบต่อสิทธิ์ในการพูดของทุกคน


สมเกียรติ จันทรสีมา นักสื่อสารภาคพลเมือง

การปิด Voice TV เป็นประเด็นละเอียดอ่อน เพราะกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน กล่าวคือ เรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน เป็นสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน การที่ไปปิดสื่อมวลชนเท่ากับเป็นการลิดรอน ส่งผลกระทบต่อสิทธิการรับรู้ของประชาชนโดยตรง ต่อให้สื่อสำนักอื่นจะไม่โดนปิด แต่มันกระทบต่อความรู้สึกของคนในสังคมว่า กำลังโดนลิดรอนสิทธิอยู่ เรื่องนี้ขัดกับหลักพื้นฐานของเสรีประชาธิปไตยที่มีการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน หากรู้สึกว่าสื่อเสนอข่าวแล้วกระทบสิทธิตนเอง มันก็มีกฎหมายอยู่แล้ว ก็ไปฟ้องเขาเป็นกรณี ๆ ไปตามกระบวนการ


กาญจนา ปลอดกรรม นักศึกษาคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร

กรณี Voice TV โดนจอดำ 7 วัน เพราะเสนอแง่คิดมุมมองที่ต่างออกไป ทำให้มีคำถามว่า เราอยู่ในประเทศแบบไหนที่ความเห็นต่างถูกทำให้กลายเป็นเรื่องบ่อนทำลายความมั่นคงแห่งชาติ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนต้องคิดเห็นเป็นเสียงเดียวกัน การทำแบบนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า สิทธิเสรีภาพของประชาชน และของสื่อมวลชนถูกลิดรอนจำกัดลงไปเรื่อย ๆ
 
ดิฉันมีโอกาสดูรายการที่กสท. บอกว่า ขัดต่อนโยบายของรัฐแล้วได้แต่ถามตัวเองว่า ในฐานะของการทำหน้าที่สื่อการสร้างเนื้อหาที่ลึก พยายามค้นหาความจริง และให้ประเด็นที่แตกต่างออกไปแบบนี้ มันขัดกับจริยธรรมข้อไหนของความเป็นสื่อ ถึงบางคนอาจจะมองว่า voice TV ไม่ได้มีคุณภาพมากนัก แต่มันก็เป็นอีกเรื่อง

แต่การที่ไปปิดสถานีประเทศเจริญ ๆ เขาไม่ทำกัน รัฐทำแบบนี้เหมือนเขียนเสือให้วัวกลัว กลายเป็นเอฟเฟกต์ทำให้สื่อช่องอื่น ๆ ที่ขยับตัวยากอยู่แล้วยิ่งทำอะไรไม่ได้ การตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ กลายเป็นเรื่องเพ้อฝัน เอาเข้าจริงก็ทำได้แค่ดิ้นอยู่ในกรอบที่เขาสร้างมาครอบไว้ให้ ขยับนิดหน่อยก็คงจอดำไปตาม ๆ กัน

เคียงข่าว

การจัดอันดับเสรีภาพสื่อของของฟรีด้อมเฮ้าส์ องค์กรเอกชนที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา และเผยรายงานเรื่องสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพพลเมืองทั่วโลกในทุก ๆ ปี ข้อมูลตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา หลังการประกาศทำรัฐประหาร สถานการณ์เสรีภาพออนไลน์ไทยตกอันดับจากกลุ่มประเทศ ‘เสรีบางส่วน’ ไปอยู่ในกลุ่มประเทศ ‘ไม่เสรี’
 
ปี 2558 เป็นปีที่ทั่วโลกมีการถูกเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต ข่มขู่คุกคาม สอดแนม บีบบังคับประชาชนมากขึ้น ส่วนไทยยังอยู่ในระดับ ‘ไม่เสรี’ สืบเนื่องจากกรณีกฎหมายหมิ่นฯ และการคุกคามหลังรัฐประหาร
 
ล่าสุดปี 2559 ไทยตกอยู่ในกลุ่มประเทศ ‘ไม่เสรี’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งร่วมสถานะเดียวกับอีก 12 ประเทศที่มีคะแนนด้านสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพพลเมืองเลวร้ายที่สุด ได้แก่ ซีเรีย ธิเบต โซมาเลีย เกาหลีเหนือ อุซเบกิสถาน เอริเทรีย เติร์กเมนิสถาน ซาฮาราตะวันตก เป็นต้น

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ที่โพสต์ของเรา



เรื่องโดย ไอซีทีนิเทศศาสตร์ ปี 4 รุ่น 7

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)