ถ้ารัฐอยู่เหนือการปรองดอง การปกครองจะเป็นอย่างไร

4 เมษายน 2560 | อ่านแล้ว 29 ครั้ง    

ทุกความสัมพันธ์ย่อมมีความขัดแย้ง ไม่ว่าความสัมพันธ์นั้นจะเกิดขึ้นระหว่างบุคคลกับบุคคล หรือระหว่างกลุ่มกับกลุ่ม กลไกในการจัดการความขัดแย้งแบบต่าง ๆ จึงถือกำเนิดขึ้น และวิธีการปรองดองของกลไกแต่ละแบบนั้นก็แตกต่างกันไป


เช่นนั้นเอง 14 กุมภาพันธ์ รัฐบาลภายใต้การทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระดมตัวแทนพรรคการเมืองเพื่อหารือเรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความปรองดอง ในประเด็นความขัดแย้งจากการไม่ยอมรับในกระบวนการยุติธรรม การแทรกแซงการบังคับใช้กฎหมายเพื่อมุ่งไปสู่ทางออกของความขัดแย้ง


อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปี ภายใต้การปกครองของคสช. ตัวกฎหมายหรือการกระทำของคสช.ดูไม่ได้มีท่าทีมุ่งสู่ความปรองดองแต่อย่างใด


ไม่เพียงเท่านั้นตัวรัฐบาลเองกลับถือตัวเองอยู่นอกเขตกติกา และเป็นผู้อยู่เหนือกฎหมายมาโดยตลอด


รัฐธรรมนูญชั่วคราว ฉบับปี 2557 บัญญัติว่า ประเทศไทยยึดเอาระบอบประชาธิปไตยเป็นหลักในการปกครอง ทว่าในรัฐบาลฉบับเดียวกัน คสช.ยังบรรจุมาตรา 44 ว่าด้วยอำนาจในการสั่งการของหัวหน้าคสช.โดยความเห็นชอบของคสช. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปด้านต่าง ๆ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจ หรือราชการแผ่นดิน โดยไม่มีบรรทัดฐานชัดเจน


กล่าวคือสิ่งใดที่สรุปแล้วผู้ถืออำนาจเห็นว่ามิชอบ หัวหน้าคสช.สามารถยื่นมือเข้ามาจัดการได้

ภาพจาก https://www.flickr.com/photos/prachatai/21444270525 - อนุญาต Creative Commons CC BY-NC-ND 2.0

คำถามคือ ภายใต้ระบอบการปกครองที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 44 จะทำให้การกระทำของรัฐบาลนั้นเป็นไปโดยชอบธรรมหรือไม่

กรณีหลังประกาศหารือว่าด้วยความปรองดองเพียงไม่กี่วัน รัฐบาลประกาศใช้มาตรา 44 ประกาศให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ เพื่อจับกุมพระธัมมชโย และมอบอำนาจ ดีเอสไอ ร่วมกับตำรวจและทหารไม่น้อยกว่า 3,000 นาย เข้ากระชับวงล้อมวัดพระธรรมกาย - บางฝ่ายบอกว่าการกระทำดังกล่าวเป็นชนวนของการเสียชีวิตศิษย์ธรรมกาย 2 คน
 
รัฐบาลต้องการให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามมาตรฐาน แต่ถ้ามาตรา 44 อันอยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวงและถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายอื่น ๆ จะยึดเอามาตรฐานใดเป็นที่ตั้ง
 
ไม่เพียงไม่สร้างความปรองดอง มาตรา 44 ยังรังแต่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้น
 
การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยพื้นฐาน ตามหลักสิทธิเสรีภาพของบุคคลย่อมเกิดด้วยการโต้แย้ง วิพากษ์วิจารณ์ของคนในสังคม ทั้งนี้มาตรา 4 ในรัฐธรรมนูญปี 2557 ได้กำหนดว่า สิทธิ เสรีภาพ ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้
 
แต่เสรีภาพการแสดงออกของประชาชนกลับถูกจำกัดอยู่ภายใต้กฎหมาย การยึดตัวเองเป็นผู้คุมกฎและใช้กฎหมายปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคม เห็นได้จากเหตุการณ์ที่ 3 แสนรายชื่อ เรียกร้องให้ยุติการร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นตัวอย่างหนึ่งในการจุดยืนที่มีต่ออำนาจรัฐบาล ผ่านความคิดเห็นของประชาชน

www.facebook.com/quoteV2/
 
ในเมื่อเรียกหาความปรองดองแล้วนั้น รัฐบาลก็ไม่ควรยึดถือตนเองเป็น ‘เจ้าของประเทศ’ หากต้องกระจายอำนาจการบริหารเข้าสู่หน่วยบริหารระดับท้องถิ่น ไม่ให้เป็นการรวบอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง ต้องเปิดรับความคิดเห็น การวิพากษ์วิจารณ์ คำโต้แย้งของประชาชนถึงการกระทำหรือนโยบายต่าง ๆ
 
ด้านปัญหาการแทรกแซงกระบวนการทางกฎหมายย่อมแก้ไข ด้วยการเปิดโอกาสให้ตรวจสอบ ผ่านทางสื่อมวลชนและประชาชน ซึ่งรัฐเองก็ต้องเปิดโอกาสให้เข้ามาตรวจสอบได้อย่างเสรี
 
บนฐานความคิดของประชาธิปไตยที่ว่า ‘ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ’ หากรัฐบาลสถาปนาตนเองเป็นเจ้าของบ้าน และเก็บค่าเช่าบ้านจากประชาชนเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างโดยไม่ให้สิทธิทักท้วงดังเช่นที่เป็นอยู่ ความปรองดองที่วาดหวังก็คงไม่อาจเกิดขึ้นในสังคม
 
มิหนำซ้ำ เราก็จะปรองดองในแบบที่รัฐบาลกดทับ (ผ่านการใช้กฎหมาย) และแสร้งทำเป็นลืมเลือนระบอบที่เขียนในรัฐธรรมนูญ

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ที่โพสต์ของเรา



เรื่องโดย พระจันทร์ เอี่ยมชื่น ไอซีทีนิเทศศาสตร์ ปี 2 รุ่น 9

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)