ลายรดน้ำเมืองเพชร เส้นทางศิลปะกับคนรุ่นใหม่

30 กันยายน 2560 | อ่านแล้ว 168 ครั้ง    

ลายรดน้ำลงรักปิดทอง ถือเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทยแขนงหนึ่งที่มีความประณีตและบรรจง ในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยจุดเริ่มต้นของลายรดน้ำนั้น คาดว่ามีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย


เนื่องจากมีการค้นพบการใช้ยางรัก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะใช้ยางรักปิดทองล่องชาดเครื่องจำหลักไม้และใช้ในการปิดทองพระประธานในพระอุโบสถและพระวิหาร ต่าง ๆ อย่างเช่น พระพุทธชินราชในวัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก
 


-

คาดว่าการใช้ยางรักนั้นอาจจะได้รับอิทธิพลมาจากแผ่นดินใหญ่ หรือประเทศจีน เพราะสมัยนั้นไทยมักติดต่อค้าขายกับจีนเป็นส่วนมาก

 

-

 

ต่อมาในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา เรียกได้ว่าเป็นยุคเฟื่องฟูของ ลายรดน้ำลงรักปิดทอง เนื่องจากมีการใช้กัน อย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยมักจะทาลวดลายลงบนเสาศาลาการเปรียญและตู้พระไตรปิฎก แสดงถึงคุณค่าทางด้านความงามและสุนทรียภาพทางสถาปัตยกรรม นิยมเขียนเป็นลายไทยดั้งเดิม อาทิ ลายใบอ่อน และลายดอกพุดตาน

 

 


 

จนกระทั่งสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการผสมผสานลายเส้นแบบไทยกับตะวันตกทาให้เกิดลวดลายใหม่ ๆ  โดยนำตัวละครจากวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ มาเขียนเป็นลวดลาย เพื่อบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานป่าหิมพานต์


 

สิ่งที่เป็นหัวใจหลักของงานศิลปะลายรดน้ำลงรักปิดทอง คือ น้ำยาหรดาล ซึ่งจะใช้ในการเขียนลาย ถมพื้น และ ถมลายในส่วนที่ไม่ต้องการปิดทอง เป็นการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยส่วนประกอบสำคัญของน้ำยาหรดาลมีด้วยกัน 3 อย่าง ได้แก่ หินหรดาล ฝักส้มป่อยและกาวกระถิน


 

วิธีการผสมน้ำยาหรดาลจะเริ่มจากการนำหินหรดาลมาบดให้ละเอียดจนกลายเป็นผง นำไปแช่น้ำแล้ว กวนให้ตกตะกอน เมื่อตกตะกอนแล้วให้เทน้ำออกเหลือแต่ตะกอน จากนั้นทิ้งไว้ให้แห้งแล้วเทน้ำลงไปกวนใหม่ ทำเช่นนี้ทุกวันเป็นระยะเวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ เพื่อลดความเป็นกรดของหินหรดาลที่เป็นส่วนทำให้งานเกิดรอยด่างได้

 

 


 

วิธีการต่อมาคือนำฝักส้มป่อยไปตากแห้งและต้มในน้ำเดือด เพราะน้ำฝักส้มป่อยจะทาหน้าที่ลดความเป็นกรด ของหินหรดาลอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นนำยางกระถินมาทุบและนาไปละลายในน้ำเดือด เมื่อได้กาวกระถินแล้วให้นาฝักส้มป่อย มารวมกัน ซึ่งกาวกระถินมีคุณสมบัติเป็นตัวผสานให้ส่วนผสมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน

 

สมัยก่อนจะเห็นได้ชัดว่าช่างมักจะใช้น้ำยาหรดาลเป็นส่วนมาก เนื่องจากช่วงนั้นยังไม่มีการคิดค้นสีโปสเตอร์ ทำให้ช่างต้องใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีอยู่ ทำน้ำยาหรดาลขึ้นมา แต่ในปัจจุบันสีโปสเตอร์หรือสีชนิดอื่น ๆ สามารถหาซื้อได้ง่ายและมีราคาถูกกว่ามากและไม่ต้องเสียเวลากับกระบวนการทาสีเอง ทำให้ช่างในปัจจุบันหันมาใช้สีโปสเตอร์แทนน้ำยาหรดาล

 

 

ส่วนกระบวนการทำงานศิลปะลายรดน้ำลงรักปิดทอง จะเริ่มจากการออกแบบลวดลายลงบนกระดาษไขก่อน แล้วใช้เข็มเจาะตามลายเส้นที่ร่างเอาไว้ จากนั้นขึงลายให้แนบลงบนวัสดุที่ต้องการจะเขียนลายลงไปและนำลูกประคบดินสอพองมาตบลายครั้งหนึ่ง

 


 

เมื่อยกกระดาษไขขึ้นจะเห็นลายที่เกิดจากการประคบดินสอพอง ซึ่งขั้นตอนนี้จะเรียกว่า การตบลายบนพื้นวัสดุ และจะใช้พู่กันเขียนลวดลายตามต้องการบนวัสดุอย่างประณีต เช่นเดียวกับระบายน้ำยาหรดาลในบริเวณที่ไม่ต้องการให้ทองติดจะเรียกว่า การถมลายเมื่อถมลายเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงทิ้งไว้ให้แห้ง

 

 

หลังจากนั้นเช็ดรักลงให้ทั่วลายที่ทาเอาไว้ แล้วนาทองคาเปลวมาปิดลงบนพื้นวัสดุที่เตรียมเอาไว้ ซึ่งขั้นตอนสุดท้ายเป็นส่วนสำคัญที่สุด เพราะเป็นส่วนที่ทาให้ศิลปะแขนงดังกล่าวแตกต่างจากจิตรกรรมทั่วไป คือ รดน้ำลงบนวัสดุให้ชุ่ม และเกลี่ยทองคำเปลวออกอย่างช้า ๆ จากนั้นนางานไปผึ่งแดดให้แห้ง โดยสามขั้นตอนที่กล่าวไปข้างต้นเป็นที่มา ของชื่อศิลปะ ลงรักปิดทองลายรดน้ำ


ทั้งเรื่องการใช้ส่วนประกอบต่าง ๆ หรือแม้แต่ลวดลายที่ใช้วาดก็ยังคงเดิมมาตั้งแต่อดีต แต่สิ่งที่ทำให้ลายรดน้ำเมืองเพชรแตกต่างออกไป นั่นก็คือ วิธีการถ่ายทอดและการประยุกต์ใช้ให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา

 


 

‘ธานินทร์ ชื่นใจ หรือ ครูธานินทร์ ช่างลงรักปิดทองลายรดน้ำ หนึ่งเดียวในสกุลช่างเมืองเพชร ผู้ที่หลงรักในจิตรกรรมไทยมาตั้งแต่วัยเยาว์ โดยการเรียนรู้การเขียนลายรดน้ำของเขา เริ่มตอนที่เขาได้บวชที่วัดมหาธาตุวรวิหาร จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งวัดมหาธาตุวรวิหารเป็นแหล่งรวบรวมมรดกด้านศิลปวัฒนธรรมแขนงต่าง ๆ ไว้อย่างมากมาย


ซึ่งเขาเรียนวิธีการเขียนลายรดน้ำมาจากเจ้าอาวาสวัด และท่านได้พาเขาไปดูวัดต่าง ๆ พบว่าตู้พระไตรปิฎกบางตู้ชารุดเสียหาย จึงเกิดความคิดริเริ่มที่อยากจะอนุรักษ์และสืบทอดเอาไว้ก่อนที่มันจะหายไป

 

ครูธานินทร์ สร้างผลงานศิลปะที่ทรงคุณค่าไว้อย่างมากมาย ไม่เพียงแต่ศิลปะลายรดน้ำเท่านั้น แต่รวมไปถึงศิลปะปูนปั้น และการออกแบบจิตรกรรมไทย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

ผลงานที่โดดเด่นในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นประตูหน้าต่างโบสถ์ ศาลาการเปรียญ ที่วัดคงคาราม วัดป้อม และวัดชีว์ประเสริฐ จังหวัดเพชรบุรี หรือวัดบุคคโล วัดด่านสำโรงเหนือ จังหวัดกรุงเทพมหานคร อีกทั้งยังได้นาผลงานไปจัดแสดงที่ประเทศสิงคโปร์ โอมาน จีน และอินเดียในนามของประเทศไทย รวมไปถึงการสร้างจิตรกรรมไทยภายในโบสถ์ที่ประเทศเนปาลอีกด้วย

 

 

เป้าหมายหลักในการถ่ายทอดของครูธานินทร์นั้น คือ ต้องการให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงได้ และไม่รู้สึกว่าศิลปะการเขียนลายไทยอย่างลายรดน้ำลงรักปิดทองเป็นศิลปะที่คร่าครึ หรือโบราณ เพราะคนรุ่นใหม่มักจะเห็นว่าศิลปะเหล่านี้เป็นสิ่งล้าสมัยและไม่น่าจับต้อง ถือเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทาให้ลายรดน้ำค่อย ๆ เลือนหายไป

 

ครูธานินทร์จึงเริ่มเปลี่ยนจากเดิมที่มักจะเขียนลายรดน้ำบนตู้พระไตรปิฎก หรือหน้ำต่างโบสถ์ นามาเขียนบนวัสดุที่ใกล้ตัว อย่างเช่น เครื่องปั้นดินเผา จานไม้ จานกระเบื้อง หิน หรือกรอบโทรศัพท์ เพื่อให้ศิลปะมีความร่วมสมัย ใกล้ตัวและใกล้ใจคนมากขึ้น ผู้คนจะได้หันมาสนใจ และไม่มองว่ามันเป็นสิ่งที่น่าเบื่ออีกต่อไป


การสร้างคุณค่าให้กับสิ่งที่มันไม่มีคุณค่า เขาสามารถเอาไปต่อยอดได้ นี่แหละ คือหลักการสอนของเรา พอสอนไป เขาจะมองตลาดออก เอาไปต่อยอดต้องมีเงินใช้แน่ พอฝึกไปเรื่อย พัฒนาไปเรื่อย เขาก็เขียนเป็นลายไทยได้ เริ่มพัฒนาได้


ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ที่โพสต์ของเรา



เรื่องโดย ตุลยา สวนสันต์, นภัสพร อุทัยทวีลาภ, นวพร เรืองศรี และปุณณภา วราพรม ไอซีทีนิเทศศาสตร์ ปี 2 รุ่น 9

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)