บ้านโป่ง อดีตถึงปัจจุบัน แตกต่างเหมือนกัน?

2 พฤศจิกายน 2560 | อ่านแล้ว 253 ครั้ง    

“บ้านโป่ง”

 

หลายคนอาจสงสัยว่ามันคืออะไร อาการของบ้านที่ชำรุดหรือเปล่า

 

ไม่ครับ ไม่ใช่

 

บ้านโป่ง เป็นอำเภอในจังหวัดราชบุรี ขนานนามว่าเป็นเมืองคนงามจากคำขวัญประจำจังหวัดเพราะคนที่นี่มีมิตรไมตรีที่ดี คำว่าบ้านโป่ง ความหมายของมันมีหลายที่มา บ้างก็ว่าเกิดจากการที่คนสมัยก่อนนำดินโป่งมาทำเป็นบ้าน บ้างก็ว่าสมัยก่อนแถวนี้มีดินโป่งเยอะ

 

ถึงแม้จะเป็นเมืองเล็ก ๆ แต่ก็อบอุ่นไปด้วยวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนมีความหลงใหลในเมือง ๆ นี้ - ป้ายสีขาวไม่ใหญ่มากนักปักอยู่ก่อนจะถึงสถานี เสียงล้อกระทบกับรางรถไฟค่อย ๆ ช้าลง

“สถานีบ้านโป่ง” เสียงเจ้าหน้าที่ประกาศผ่านลำโพง

ผมค่อย ๆ ก้าวเท้าลงจากตัวรถไฟและนั่งอยู่ที่สถานีสักพักใหญ่
นึกถึงเรื่องที่คุณพ่อของผมเคยเล่าไว้ว่า ทางรถไฟเส้นนี้เรียกว่า ทางรถไฟสายมรณะ มีเส้นทางผ่านจังหวัดกาญจนบุรี แต่จุดหมายปลายทางคือประเทศพม่า สร้างโดยกองทัพญี่ปุ่น มีจุดมุ่งหมายเพื่อขนอาวุธ เสบียงต่างๆ

 

พ่อของผมยังเล่าอีกว่า สมัยก่อนจังหวัดกาญจนบุรียังไม่ค่อยมีอะไรจึงต้องกลับมาที่บ้านโป่งเพื่อทำธุระต่างๆ เช่น การซ่อมบำรุงอุปกรณ์ และนี้ก็คือเหตุผลที่ทำให้อำเภอบ้านโป่งโด่งดังเรื่องการซ่อมรถ และมีอู่ต่างๆมากมายจนถึงทุกวันนี้

 


แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก

 

บ้านโป่ง เคยเกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิด ย้อนกลับไปในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2497 เกิดเหตุไฟไหม้กินเนื้อที่กว่า 150,000 ตารางเมตร มูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งในเวลานั้นนับเป็นความเสียหายที่ร้ายแรง

 -

ในความสิ้นหวังของประชาชนในเมือง แต่ยังมีแรงสู้และกำลังใจอันเปี่ยม

 -
 

เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จทรงเยี่ยมให้กำลังใจราษฎรและทรงพระราชทานเงินเพื่อเยียวยา ซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงสำหรับชาวบ้านโป่ง

 

และหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ จากเมืองที่มีซอยขดเคี้ยว ก็มีการตัดถนนอย่างเป็นระเบียบจนถึงทุกวันนี้เพื่อความสะดวกในการดูแล

 

หลังจากที่นั่งจนหายเมื่อยแล้ว ผมเดินไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย จนโรงเรียนแห่งหนึ่งติดกับวัดคริสต์ ผมเดินตรงไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูมองเข้าไป นั่นคือโรงเรียนสมัยมัธยมของผมเอง แต่ก็เป็นโรงเรียนเดิมที่ไม่เหมือนเดิมเพราะมีอะไรใหม่ ๆ เพิ่มมาค่อนข้างเยอะ จากห้องเรียนที่ผมเคยเรียน ก็กลายเป็นสถานที่ ที่กำลังก่อสร้างใหม่ ต้นไม้บางต้นถูกตัดทิ้ง นึกแล้วก็น่าอิจฉารุ่นน้อง

 

เรื่องนี้จึงได้มาเป็นแรงบันดาลใจของผม จากการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียนและเมืองบ้านโป่ง จากเก่าแก่และมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ผมอยากรู้ว่าบ้านโป่งเองจะเปลี่ยนตามการณ์เวลาไปด้วยหรือไม่ และจะเป็นไปในรูปแบบไหน ผมจึงไปพูดคุยกับผู้คนแถวนั้นเพื่อคลายความสงสัยของผม

 

 

จุดมุ่งหมายคือตลาดบ้านโป่ง

 

ระหว่างทางที่เดินบ้านเมืองส่วนมากมีลักษณะคล้าย ๆ กันหมด คือ "บ้านสมัยก่อน" สำหรับผมค่อนข้างเพลินตาเลยทีเดียว ผู้คนไม่ค่อยรีบร้อน สังเกตได้จากการนั่งเล่นอยู่หน้าบ้าน หรือ การขายของที่ดูแล้วเหมือนเป็นเพื่อนกันมากกว่าจะเป็นลูกค้า ผมเห็นกำแพงที่ถูกพ่นสีอยู่หลายแห่ง ซึ่งเป็นนิทรรศการโครงการพัฒนาศิลปะของของกลุ่มศิลปินสตรีทอาร์ต

 

แท่งสี่เหลี่ยม สีขาว สูง มีนาฬิกาอยู่ด้านบน รอบ ๆ แท่งนี้เป็นวงเวียน เป็นแลนด์มาร์คของอำเภอบ้านโป่งเลยก็ว่าได้ "หอนาฬิกา" สิ่งที่ทำให้รู้ว่าถึงตลาดบ้านโป่งแล้ว เพราะมันอยู่ติดกับตัวตลาดที่เป็นซอยยาว ๆ มีร้านค้าข้างทางมากมาย ไม่ว่าจะเป็นของกิน ยา คลินิก หนังสือ ยิ่งเป็นตอนเย็นถนนเส้นนี้ ข้างทางจะไม่มีที่ว่างเลยเพราะเต็มไปด้วยร้านค้า และผู้คน

 

ผมตรงเข้าไปยังร้านข้าวหมูแดงแห่งหนึ่ง เสียงสับหมูบนเขียงดังไปพร้อมกับเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของคนขาย และร้านนี้มักจะแน่นไปด้วยผู้คนที่มารอรับประทาน ผมได้สอบถามลุงเอื้อ บุญเอื้อ คงกระ-พันธ์ เจ้าของร้านข้าวหมูแดงชื่อดังย่านบ้านโป่ง

 

ลุงเอื้อได้บอกว่าอดีตกับปัจจุบันสำหรับเขาต่างกันโดยสิ้นเชิง จากที่รับราชการมา 13 ปี ต้องมาสืบต่อร้านข้าวหมูแดง เพราะเจ้าของร้านเก่านั่นคือพี่ชายของเขาได้เสียชีวิตลง ในตอนแรกที่มาทำลุงเริ่มจากการขายตามฟุตบาทและรายได้ไม่ค่อยดีนัก ลุงยังบอกว่าเดี๋ยวนี้ยุคสมัยเปลี่ยนอะไร ๆ ก็เปลี่ยน ลูกค้าในสมัยก่อนจะกินง่าย อะไรก็ได้ แต่สมัยนี้ต้องอร่อย และ สะอาด ถึงจะได้รับความนิยม


พอคุยกับคุณลุงเอื้อเสร็จ ผมเดินมาตามทางยาวเรื่อย ๆ เพื่อจะถามความคิดเห็นของคนอื่น ๆ อีก



 

ก็ได้พบกับ คุณลุงอีกท่านหนึ่ง ลุงเล็ก ธนภัทร อุคหนิต เป็นเจ้าของร้านวิทยาเภสัช เป็นร้านขายยาที่ไม่ใหญ่มากนักแต่มีหลายสาขา

 

"ลุงเลือกจะมาเปิดร้านที่บ้านโป่งเพราะที่นี่เจริญกว่าหลาย ๆ ที่ในจังหวัดราชบุรีเมื่อ 37 ปีที่แล้ว ความแตกต่างระหว่างสมัยนี้กับสมัยก่อนสำหรับลุงเล็กคือ สมัยนี้คนเพิ่มขึ้นจากแต่ก่อนเยอะ ร้านขายยาก็มีเพิ่มมากขึ้นจากแต่ก่อนมีแค่ 3 ร้านในบ้านโป่ง ทำให้ลุงมีคู่แข่งมากขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีข้อดี"


ลุงเล็กบอกว่า นี่ทำให้ความต้องการยาเพิ่มขึ้น แล้วยังมีเรื่องการคมนาคมที่สะดวกมากขึ้น ทำให้การส่งยาต่าง ๆ สะดวกมากขึ้นด้วย ผมคุยกับลุงเล็กสักพักและได้บอกถึงอาการเจ็บคอของผม ลุงเล็กจึงให้ยาอมผมมา นับเป็นสิ่งเล็ก ๆ ของลุง แต่ความสุขที่ยิ่งใหญ่ของผม ผมเดินออกมาจากร้านด้วยความตื้นตันใจ

 

ร้านต่อไปที่อยากสัมภาษณ์เป็นร้านขายนาฬิกาที่ผมเคยนำนาฬิกามาซ่อม อยู่ตรงข้ามกับร้านขายยาของลุงเล็ก ผมยืนอยู่เพื่อรอที่จะข้ามถนนไปยังร้านนาฬิกาอยู่สักพักใหญ่ ผมคาดว่าเนื่องจากบ้านโป่งเป็นเมืองที่ค่อนข้างเล็กแต่มีประชากรเยอะจึงทำให้มีรถเยอะ และมันเป็นสิ่งที่น้าปีนคิดเหมือนกันกับผม

 

น้าปีน พิสิทธิ์ ตั้งสิทธิ์เสรีวงศ์ เจ้าของร้านนาฬิกาศูนย์เวลาบ้านโป่ง บอกกับผมว่า เรื่องรถเป็นปัญหาสำหรับเขา ไม่ว่าจะเป็นการแย่งที่จอด  การจราจรติดขัด หรือ อุบัติเหตุ เป็นเพราะคนดูแลเมืองไม่มีประสิทธิภาพเท่าไหร่ จากสมัยก่อนที่เมืองจะสงบ ไม่พลุกพล่าน กลายมาเป็น รถเกลื่อนกลาด และมีมลภาวะทางเสียง ผมเห็นสีหน้าของน้าบีนดูเคร่งเครียด จึงขอตัวกลับและไม่ได้ถามอะไรไปมากกว่านี้


 

ผมเดินย้อนกลับมาทางเดิมเพื่อที่จะไปซอยกลาง มันเป็นซอยที่ทั้งซอยจะมีแต่ของขายคล้ายๆกับตลาดบ้านโป่ง ซอยกลางเป็นอีกสถานที่นึงที่มีสเน่ห์สำหรับผมเพราะอาคารบ้านเรือนที่ดูแล้วเหมือนหลุดมาอยู่ในยุคก่อนและความมีชีวิตชีวาในแบบของมันคล้ายกับไม่มีคำว่าอดีตและปัจจุบันสำหรับสถานที่แห่งนี้

 

พอเข้ามาในซอยจะพบกับร้านค้ามากมายและของขายหลากชนิด ทั้งของสด ของแห้ง เครื่องเขียน ของใช้ เราสามารถหาได้จากที่นี่

 

ก่อนที่ผมจะกลับ มีข้อคิดนึงที่ผมได้จากเมืองแห่งนี้คือ เวลาไม่ได้หยุดนิ่งและเวลายังคงเดินต่อไป ระหว่างที่คุณกำลังอ่านถึงประโยคนี้ สิ่งที่คุณทำก่อนที่จะอ่านเรื่องนี้ก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว หากอะไรที่ไม่ดีให้ปล่อยมันผ่านไป และทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เช่นเดียวกับบ้านโป่งที่เคยเกิดเหตุกาณ์สูญเสีย แต่คนในชุมชนก็ไม่ได้ถอดใจยอมแพ้ แต่กลับทำให้เมืองตัวเองน่าอยู่ และมีเศรษฐกิจที่ดีกว่าเดิม

 

แลผมก็ได้คลายความสงสัยของผมได้เรื่องนึง คือเมืองแห่งนี้เปลี่ยนไป และคิดว่าคงไม่มีเมืองแห่งไหนในโลกที่จะไม่ปลี่ยนไปตามเวลา แต่อีกเรื่องนึงที่ผมยังไม่ได้คำตอบ และคิดว่าคงจะไม่ได้คำตอบนั้น

 

นั่นคือเมืองแห่งนี้จะเปลี่ยนไปในแบบไหน เพราะทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนไม่แน่นอน ไม่มีอะไรที่ดีไปหมดทุกอย่าง แต่ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดหากเราทุกคนช่วยกันทำแต่สิ่งดี ๆ  ทุก ๆ ที่บนโลกใบนี้อาจจะดีกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ที่โพสต์ของเรา



เรื่องโดย ณัชธร วิบูลย์มงคลชัย ไอซีทีนิเทศศาสตร์ ปี 1 รุ่น 11

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)