บ้านโป่งแคแดนลับแลแห่งขุนเขา

9 พฤศจิกายน 2560 | อ่านแล้ว 274 ครั้ง    

“บ้านโป่งแค”

เมื่อพ่อของฉันพูดคำนี้ออกมา ฉันไม่รู้เลยจริง ๆ ว่ามันอยู่ส่วนไหนของประเทศไทย แต่มโนภาพออกไปแล้วว่าต้องมีแต่ความแห้งแล้ง ร้อน ทุรกันดาร ไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ แต่ฉันคิดว่าความไม่น่าสนใจเนี่ยแหละที่เป็นเสน่ห์ของที่นี่

ฉันเลยออกปากไปว่า “พ่อ เดี๋ยวไปหานะ” กับพ่อที่ได้ย้ายตัวเองไปใช้ชีวิตอยู่บนเขาที่เรียกว่าบ้านโป่งแคมาเป็นเวลาเกือบสิบปี อาศัยอยู่กับลุง ๆ ป้า ๆ และสุนัขคู่ใจชื่อโบโบ้

เมื่อพูดถึง “เขา” สิ่งที่ฉันคิดมักจะเป็น เด็กดอยแก้มแดง ๆ ปลูกสตอเบอรี่และกะหล่ำ ผู้คนใส่ชุดหลากสีเดินแบกตะกร้าไว้ด้านหลัง แต่ฉันต้องผงะ เมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว ความคิดทุกอย่างที่เคยอยู่ในมโนภาพแตกสลายไปทันที ไม่ใช่ในทางลบ แต่เป็นในทางบวกเสียมากกว่า

-
สิ่งแรกที่ทุกคนสัมผัสเมื่อเดินทางมาที่นี่คืออากาศเย็นฉ่ำ รายทางล้อมรอบไปด้วยต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ ด้านหน้าเป็นทางอันคดเคี้ยวลาดชันที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด
-

รถเคลื่อนขึ้นมาถึงบนยอดเขาที่เป็นสถานที่อยู่อาศัยของชาวบ้านโป่งแค เมื่อมองลงไปด้านขวาสามารถเห็นเมืองพิษณุโลกได้อย่างแจ่มแจ้ง จำนวนรถที่ดูเหมือนแน่นขนัด อากาศที่เป็นสีเทา ตึกสูงใหญ่ที่แก่งแย่งชิงดีทางด้านการค้าตั้งตระหง่านในทัศนียภาพที่ลาง ๆ เนื่องจากระยะของความไกล 

ภูเขาที่ตัดกัน หมอกจาง ๆ และพื้นที่สีเขียว มองแล้วรู้สึกสบายใจขึ้นมาทีเดียว

แต่เมื่อมองมาทางด้านซ้าย ความแตกต่างที่เกิดขึ้นทำเอาฉันแทบหยุดหายใจ ภูเขาที่โค้งมนตัดกันไปมา พริกไทย สัปปะรด แก้วมังกรสลับกันใช้พื้นที่เพื่อเติบโต หมอกสีขาวจาง ๆ ลอยผ่านตัวฉันไปพร้อมไอเย็นยะเยือก ไม่มีอะไรจะสวยงามไปกว่าภาพตรงหน้าของฉันอีกแล้ว ณ วินาทีนั้น

เอาจริง ๆ สถานที่แห่งนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักนักในหมู่นักท่องเที่ยว ส่วนมากแล้วจะเป็นการบอกปากต่อปากเสียมากกว่า เพราะฉะนั้นการเดินทางมาที่นี่จึงค่อนข้างลำบากพอสมควร เป็นไปได้จึงควรมารถส่วนตัวเป็นดีที่สุด แต่ถ้าหากไม่สะดวกจริง ๆ สามารถนั่งรสบัสมาลงนครไทย แล้วหารถรับจ้างแถวนั้นนั่งต่อขึ้นเขาฉันได้ไปอาศัยอยู่ที่บ้านของลุง หลังบ้านของลุงนั้นเป็นไร่พริกไทยขนาดกลาง

ด้านข้างบ้านเป็นต้นผลหมากรากไม้หลากหลายพันธุ์ ส่วนด้านหน้าเป็นต้นองุ่นที่กำลังเลื้อยเสาไม้ไปมาดั่งกับมีชีวิต โบโบ้หมาแสนรู้วิ่งมาต้อนรับ พาหนะที่ทุกคนใช้ส่วนมากจะเป็นมอเตอร์ไซค์  รถกระบะเพื่อบรรทุกของและบางบ้านที่มีทุนทรัพย์ก็จะใช้ ATV หรือที่ลุงฉันพาเรียกว่า “ไอ่บื๋อ”

หมู่บ้านโป่งแค หมู่ 8 ตำบลบ้านแยง อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก มีความสูง 756 เมตร จากระดับน้ำทะเล อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 3-4 องศาเซลเซียส สูงสุดอยู่ที่ประมาณ 32-34 องศาเซลเซียส หมู่บ้านโป่งแคแบ่งออกเป็น 7 คุ้ม แต่ละคุ้มจะมีหัวหน้า 1 คน และถูกบริหารโดยผู้ใหญ่บ้านอีกที ซึ่งการแบ่งคุ้มแบบนี้ถือเป็นข้อดีในด้านบริหาร สามารถบริหารหมู่บ้านได้อย่างทั่วถึง

คุณลุงเล็กเพื่อนของพ่อกำลังอธิบายระบบน้ำให้นักท่องเที่ยวฟัง

เรื่องราวส่วนใหญ่ที่รู้มาก็ถูกกล่าวขานโดยพ่อของฉันเอง พ่อเล่าว่า ที่นี่เมื่อก่อนเป็นภูเขาเสื่อมโทรม จนย้อนกลับไปเมื่อ 40-50 ปีก่อน ผู้คนเริ่มขึ้นมาอาศัยและทำกินเรื่อยมา ไฟฟ้า ระบบน้ำ สาธารณะสุขต่าง ๆ เริ่มเข้ามามีบทบาท คนในเมืองเมื่อเห็นโอกาสทางรายได้จึงเริ่มเข้ามาเรื่อย ๆ


เช่น ครอบครัวฉันเอง ที่นี่จะไม่มีโฉนดที่ดิน คนสมัยก่อนมาก่อนก็จับจองที่ก่อน อยากจับเท่าไหร่ก็ไม่มีใครห้าม และถ้าหากมีการเปลี่ยนมือเจ้าของที่ ก็จะเป็นการเจรจาต่อรองราคาโดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้เซ็นรับรอง 
ตื่นเช้ามาในบรรยากาศที่สดใส หมอกจาง ๆ ล่อยลอยเข้ามาที่ชานบ้าน

เสียงโบโบ้เห่าเล่นกับเพื่อนด้วยความสนุก กิจวัตของคนที่นี่คือ ตื่นเช้ามาผู้หญิงทำอาหารเช้า ผู้ชายออกไปทำไร่ เมื่อทำอาหารเสร็จก็จะตามกันไปสมทบที่ไร่ ช่วยกันรดน้ำพริกไทย ใส่ปุ๋ยแล้วแต่ภารกิจในวันนั้น ๆ

เมื่อถึงเวลาเที่ยงตรง ทุกคนจะหยุดทำงานและมานั่งล้อมวงทานข้าวที่กระท่อมมุงจาก พื้นกระท่อมเป็นไม้ไผ่ แต่บางครั้งก็นั่งใต้ถุนกระท่อมขึ้นอยู่กับแรงลมของวันนั้น ๆ

คุณป้าเอียดกับชาวบ้านและคนงานช่วยกันคัดแยกพริกไทยเพื่อส่งให้พ่อค้าคนกลาง

ตัวฉันเองไม่มีประสบการณ์การทำไร่มาก่อน อย่าว่าแต่ทำไร่เลย ปลูกผัก ผักยังไม่แม้แต่จะงอกขึ้นมาพ้นดิน ซึ่งเหมือนพ่อของฉันจะพยายามปลอบปะโลมให้ฉันรู้ถึงความลำบากและเสน่ห์ของการใช้ชีวิตที่นี่โดยการยื่นสายยางที่มีน้ำอันเย็นฉ่ำไหลมาอย่างไม่หยุดยั้งให้ฉัน

ฉันรับมันไว้ด้วยความตื่นเต้น ต้นพริกไทย 2,000 ต้นกำลังรอน้ำอันใสสะอาดจากฉันอยู่ แดดอันแรงกล้ากับสายน้ำที่แสนเย็น ช่างเป็นอะไรที่ดูขัดแย้งกันแต่ไปด้วยกันได้อย่างไม่มีข้อแม้

“รดน้ำ” เป็นคำที่แสนง่าย แต่เมื่อมาบวกเข้ากับพริกไทย 2,000 ต้น กัปตันอเมริกาที่ว่าแน่ยังต้องยอมแพ้พริกไทยไร่นี้เหงื่อฉันไหลท่วมตัว มีบางครั้งที่ฉันอดไม่ไหวเอาน้ำที่รดพริกไทยมาลูบหน้าลูบตัวเพื่อดับร้อน  ฉันมองไปยังคนงาน 2 คนที่กำลังรดน้ำพริกไทยอย่างขยันขันแข็ง ทำไมเขาดูไม่เหนื่อยเอาเสียเลย สุดท้ายแล้วฉันก็ยกธงขาวแล้วเข้าไปพักที่กระท่อมก่อนจะเป็นลมแดดเอาเสียก่อน

ความลำบากที่กลายเป็นความเคยชินและได้เป็นกิจวัตรของคนที่นี่กลายเป็นเสน่ห์ที่น่าค้นหา เมื่อถึงเวลาบ้านไหนจัดงาน ไม่ว่าจะงานศพ งานบวช ชาวบ้านเรือนเคียงก็จะพร้อมใจมาช่วยกันทำงาน ผู้หญิงเข้าครัว ส่วนผู้ชายก็ทำงานที่ใช้พละกำลัง หรือที่เรียกว่า “การลงแขก” ไม่มีผู้ใดเกี่ยงงาน พอเห็นแบบนี้แล้วอดนึกถึงคนในเมืองกรุงไม่ได้ ที่ทุกวันรีบตื่นเช้ามาขึ้นบีทีเอสเบียดกันไปทำงาน


หรือนั่งอยู่หน้าจอสี่เหลี่ยมในตึกสูง ๆ ทุกวัน กลับบ้านเย็นขึ้นบีทีเอสเบียดเสียดกัน ถึงบ้านทำงานต่อ นอนดึก ฯลฯ วนไปอย่างนี้เรื่อยไปไม่มีสิ้นสุดโดยชีวิตผูกไว้กับเครื่องเล็ก ๆ มีหน้าปัดที่คอยบงการชีวิตเรา หรือที่เรียกว่า “นาฬิกา”  ที่คอยบอก “เวลา” ในทางกลับกัน ชาวบ้านโป่งแคไม่ได้ถูกผูกชีวิตไว้กับเวลาแต่ถูกผูกไว้กับต้นพริกไทย “พริกไทย” ที่ให้ชีวิต ความเป็นอยู่ ให้ข้าวให้น้ำ ให้พละกำลังในการใช้ชีวิตต่อไป


ตกเย็นกลับมาบ้าน ได้ลงมือทำอาหารเย็นกับป้า นั่งทานข้าวพร้อมหน้ากัน โดยมีเจ้าโบโบ้แสนซนนอนรออาหารอยู่ใต้โต๊ะ ได้เห็นรอยยิ้มของคนในครอบครัว หรือบางวันพ่อจะชวนคนงานมาทานข้าวเย็นด้วย

เป็นบรรยากาศที่แทบจะหาไม่ได้ในเมืองกรุง ไม่มีการแบ่งยศ ตำแหน่ง ฐานะ ทุกคนคือพี่น้องกันหมด อาหารของคนที่นี่จะเป็นอาหารที่เน้นผักเป็นส่วนใหญ่เพราะสามารถหาได้ตามรั้วบ้านไม่ว่าจะนั่งโต๊ะหรือนั่งพื้นก็ตามแต่สะดวกตามบ้านนั้น ๆ

และเมื่อฉันได้มีโอกาสได้พูดคุยกับคนงานฉันรับรู้ได้ว่า นอกจากบรรยากาศอันบริสุทธิ์และวิถีชีวิตที่ไม่มีความเร่งรีบแล้วนั้น อีกหนึ่งสิ่งที่คนที่นี่มีเป็นเอกลักษณ์ คือ “สำเนียง” ในการพูด จะออกไปในทางเหนือก็ไม่เชิง อีสานก็ไม่ใช่ เอาเป็นว่าสำเนียงโป่งแคแล้วกัน  มีหลายคำที่ฉันฟังไม่ออกหรือบางครั้งหากเขาพูดกันเร็วฉันก็จะไม่รู้เรื่องไปเลย 



ตัวฉันที่กำลังปลดปล่อยความคิดความรู้สึกไปกับสายลม มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ล้ำค่ามากจริง ๆ

ปัจจุบันได้มีการขยายการปลูกพืชพันธุ์ผลไม้มากขึ้น อาธิเช่น ทุเรียน ลิ้นจี่ ลองกอง ซึ่งผลผลิตที่ออกมามีความสำเร็จเกินคาด และในอนาคตฉันก็มีแพลนที่จะพาเพื่อนๆมาเที่ยวที่นี่เช่นเดียวกัน ซึ่งการมาเที่ยวโป่งแคให้ได้อรรถรสแนะนำว่าไม่ควรมาเกิน 4-5 คนเนื่องจากการใช้ชีวิตของผู้คนที่นี่ค่อนข้างสงบ

เราสามารถตัดขาดจากโลกภายนอกได้อย่างง่ายดายเนื่องจากสัญญาณโทรศัพท์บนเขานั้นเป็นอะไรที่หายาก เราสามารถใช้เวลาอยู่กับตัวเอง มองออกไปให้สุดสายตาแล้วย้อนกลับมาดูว่าเราทำอะไรลงไป พร้อมสูดอากาศให้เต็มปอด แล้วก้าวเท้าออกไปให้มั่น พร้อมที่จะดำเนินชีวิตต่อไป...

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ที่โพสต์ของเรา
คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)