บัตรทองไม่ตอบโจทย์แรงงานนอกระบบ!

1 พฤษภาคม 2560 | อ่านแล้ว 22 ครั้ง    

-
ตาบอดไปข้างหนึ่งเพราะไม่มีเงินไปหาหมอ ถึงไปก็เสียเวลาทำมาหากินวันละร้อยสองร้อยบาท คนหาเช้ากินค่ำอย่างเรามองเห็นข้างเดียวก็พอแล้ว ยังพอทำงานได
-

นายสมชาย แซ่เท่น อายุ 62 ปี ชาวกรุงเทพฯ มีอาชีพค้าขายในตลาดสำเพ็ง เป็นโรคต้อกระจกเมื่อปี 2557 แม้จะมีสิทธิรักษาพยาบาลจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) แต่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างสม่ำเสมอเนื่องจากต้องทำงานหาเงินเลี้ยงพี่น้อง 3 คน ในครอบครัว นอกจากนี้ บัตรทองยังไม่ครอบคลุมการเปลี่ยนกระจกตา สุดท้ายตาขวาต้องบอดสนิทเพราะไม่มีเงินจ่ายค่ากระจกตา
 
นี่เป็น 1 ในแรงงานนอกระบบ 21.4 ล้านคน หรือร้อยละ 55.9 ของแรงงานไทยที่มีประมาณ 38.3 ล้านคน ที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมและประสบปัญหาการเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาล โดยข้อมูลการสำรวจแรงงานนอกระบบ พ.ศ.2558 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ในจำนวนแรงงานนอกระบบที่บาดเจ็บจากการทำงานจำนวน 3.5 ล้านคน มีเพียง 1.1 แสนคน ที่ใช้สิทธิบัตรทอง คิดเป็นเพียงร้อยละ 3.14 เท่านั้น
 
นางสุจิน รุ่งสว่าง ประธานศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบ กล่าวว่า หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไม่สอดคล้องกับสภาพการทำงานจริงของแรงงานนอกระบบที่ทำงานโดยไม่มีวันหยุด ย้ายสถานที่ทำงานบ่อยครั้ง ฯลฯ แรงงานนอกระบบจึงไม่ได้รับสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลเพียงพอ
 
ผูกสถานบริการใกล้ภูมิลำเนา-ย้ายได้แค่ 4 ครั้งต่อปี
 
นางพรทิพย์ จิตต์ดี อายุ 23 ปี กรรมกรก่อสร้างจากจังหวัดนครสวรรค์ เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ต้นปีที่แล้วต้องกลับไปฝากครรภ์ที่ภูมิลำเนาเดิม แล้วต้องกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ก่อนจะกลับไปคลอดลูกที่นครสวรรค์อีกครั้ง
 
“ต่อให้รู้ว่าเราย้ายมาฝากท้องที่โรงพยาบาลใกล้ที่พักได้ก็จริง แต่ไม่ได้เลือกอย่างนั้นเพราะเป็นกรรมกรต้องย้ายไปตามไซต์งานก่อสร้างตลอดเวลา” นางพรทิพย์ กล่าว
 
นายกตัญญู เมตตาไพจิตร อายุ 35 ปี กรรมกรชาวปราจีนบุรี ต้องย้ายไซต์งานทุก 20 วัน แม้มีสิทธิในการย้ายโรงพยาบาลได้ปีละ 4 ครั้ง แต่เธอไม่เลือกที่จะย้ายเพราะไม่สะดวกและเสียเวลารอนาน
 
“ให้ทำเรื่องแจ้งย้ายตลอดคงไม่ไหว เพราะไม่ได้ทำกันง่าย ๆ ต้องรออนุมัติการย้ายโรงพยาบาลนานถึง 15 วัน แค่วันเดียวก็ไม่มีใครรอแล้ว ไม่รู้จะเจ็บป่วยระหว่างนั้นอีกหรือเปล่า” นายกตัญญู กล่าว
 
ไม่ต่างจากนายประกอบ สมบูรณ์พัน อายุ 36 ปี พ่อค้าหาบเร่ ไม่พอใจสถานรักษาพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดอยุธยา จึงย้ายจากที่เดิมไปอีกที่หนึ่ง แต่ไม่สามารถเข้ารับบริการที่สถานรักษาพยาบาลใหม่ได้ทันที
 
นางสาวมัสยา สุดตา เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสิทธิ โรงพยาบาลตำรวจ ให้ข้อมูลว่า ถ้าทำเรื่องย้ายวันที่ 1 ต้องรอถึงวันที่ 16 จึงจะเข้าใช้บริการที่ใหม่ได้ ทั้งนี้ช่วงที่รอหากต้องการรักษาพยาบาลก็ต้องใช้สิทธิที่สถานบริการเดิม หากเข้ารักษาที่โรงพยาบาลเดิมไม่ได้เพราะมาทำงานต่างจังหวัด ก็ไม่สามารถเข้ารักษาที่อื่นได้ เว้นแต่จะเจ็บป่วยฉุกเฉิน

 
ปัดคนไข้ไปที่ใกล้เคียงหากรพ.มีฐานข้อมูลคนไข้เต็ม
 
นพ.กุลวัฒน์ พรหมชัยวัฒนา แพทย์อายุรกรรม โรงพยาบาลตำรวจ กล่าวว่า เมื่อคนไข้ทำเรื่องย้ายมา ทางสถานรักษาพยาบาลจะจำกัดจำนวนคนไข้ว่าใช้สิทธิได้กี่คน ซึ่งโควตาของการใช้สิทธิของแต่ละแห่งก็ไม่เท่ากัน สำหรับโรงพยาบาลตำรวจรับได้วันละประมาณ 250 คน ถ้าเกินจากที่กำหนดจะต้องย้ายไปยังสถานบริการใกล้เคียง
 
“ที่ผ่านมา มีคนย้ายเข้ามาใช้สิทธิที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เยอะมาก ซึ่งบางแห่งมีคนไข้เยอะกว่าขีดจำกัดที่โรงพยาบาลรองรับได้” นพ.กุลวัฒน์ กล่าว
 
นพ.บุญชู สุนทรโอภาส แพทย์อายุรกรรม โรงพยาบาลกลาง กล่าวว่า รัฐจะกระจายค่ารักษาพยาบาลรายหัวไปตามสถานพยาบาลที่ใกล้ทะเบียนบ้าน เพื่อใช้สิทธิที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน แต่คนส่วนใหญ่มักเลือกโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในตัวเมือง ซึ่งการมีคนไข้มากทำให้ศักยภาพการทำงานของโรงพยาบาลลดลง ดังนั้นจึงต้องมีการจำกัดสิทธิเพื่อไม่ให้คนไข้เลือกกระจุกตัวแต่โรงพยาบาลใหญ่
 
รักษาไม่ครอบคลุมทุกโรค
 
นางสาวสุพัตร สนธิโรจน์ เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป โรงพยาบาลเลิดสิน กล่าวว่าสิทธิของหลักประกันสุขภาพจะครอบคลุมโรคส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด แต่จะมีค่ายาบางชนิดที่นอกเหนือจากบัญชียาแห่งชาติ เช่น ยาลดลิ่มเลือดหัวใจ หรืออุปกรณ์แพทย์บางอย่าง เช่นการทำลิ้นหัวใจเทียม รวมไปถึงการเปลี่ยนอวัยวะ ที่ต้องชำระค่ารักษาพยาบาลเอง และโรคอื่น ๆ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
 
ทั้งนี้รายงาน 10 เรื่องควรรู้สิทธิหลักประกันสุขภาพ โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยังระบุอีกว่า บริการที่ไม่คุ้มครองการรักษาด้วยบัตรทอง ได้แก่ ประสบภัยจากรถ, การกระทำที่ไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น ภาวะมีบุตรยาก ผสมเทียม การเปลี่ยนเพศ ฯลฯ, การรักษาที่อยู่ระหว่างทดลอง, การบำบัด-รักษาและฟื้นฟูผู้ติดสารเสพติด, โรคที่ผู้ป่วยในใช้เวลารักษาตัวเกิน 180 วัน , ตลอดจนการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะที่ไม่ใช่ไต หัวใจ ตับในเด็กจากตับวายและกระจกตา
 

ปีล่าสุดชดเชยใช้บัตรทองตาย-พิการ กว่า 200 ล้านบาท
 
ขณะเดียวกันรายงานการสร้างหลักประกันสุขภาพแห่งชาติประจำปี 2558 ยังชี้ให้เห็นว่า คนที่มีสิทธิบัตรทอง ประมาณ 48 ล้านคน มี 824 คน ที่ได้รับการชดเชยเยียวยาจากการใช้บัตรทอง แบ่งเป็นผู้เสียชีวิตหรือทุพลภาพถาวร 442 คน พิการ 105 คน และบาดเจ็บต่อเนื่องจากการรักษา 241 คน รัฐได้จ่ายเงินชดเชยไปแล้วกว่า 200 ล้านบาท

สปสช.รับมีช่องโหว่จริง เตรียมให้ประชาชนจ่ายร่วม
 
นางวราภร สุวรรณเวลา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ชี้แจงว่า ระบบบัตรทองยังมีช่องโหว่ ทำให้ไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้ต่อเนื่องทันที เพราะโรงพยาบาลต้องรับจำนวนคนไข้ให้เหมาะสมต่อศักยภาพโรงพยาบาล และสปสช.ต้องใช้เวลาโยกงบประมาณจัดสรรไปให้สถานรักษาพยาบาลแห่งใหม่ การจัดงบประมาณจึงไม่สามารถทำได้ทันที
 
ผู้อำนวยการสปสช. กล่าวต่อว่า ในอนาคตมีแนวโน้มที่ให้ประชาชนจะร่วมจ่าย เพื่อให้คุณภาพการรักษาดีขึ้น เนื่องจากเงินจะไม่ได้มาจากรัฐบาลเพียงฝั่งเดียว แต่หากให้ประชาชนบางกลุ่มร่วมจ่าย จะทำให้เกิดความเท่าเทียม เพราะโรงพยาบาลจะไม่สามารถเลือกปฏิบัติต่อคนไข้กลุ่มใดได้ ดังนั้นต้องศึกษากันว่าการร่วมจ่ายแบบใดจะเหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุด

หมายเหตุ: เรียบเรียงจากข่าว ‘บัตรทองไม่ตอบโจทย์แรงงานนอกระบบ’ ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ลูกศิลป์ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 หมวดข่าวเด่น
 



จารุกิตติ์ ธีรตาพงศ์, ปัญยภัสสร์ พรหมชัยวัฒนา, รชนีกร ศรีฟ้าวัฒนา, ศิรวิชญ์ บุญทน และอนาลา กุลรัตน์ ไอซีทีนิเทศศาสตร์ ปี 3 รุ่น 8

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)