พบช่องโหว่ตรวจผักผลไม้ ผู้บริโภคเสี่ยงสารตกค้าง

27 เมษายน 2560 | อ่านแล้ว 17 ครั้ง    

พบชุดทดลองสารตกค้างผักผลไม้ชายแดนตรวจสารเคมีได้ 2 กลุ่ม จาก 4 กลุ่ม ทำผักผลไม้นำเข้าทั่วประเทศมีสารตกค้างเล็ดลอดสู่ตลาดเพียบ สำนักอาหารอย.รับมีปัญหาจริง ขู่ดำเนินคดี
 
ไม่ว่าจะเป็นรถเข็นข้างทาง ตลาดสด หรือห้างสรรพสินค้า ทั้งในเมืองเล็ก เมือใหญ่ หากอยู่ในประเทศไทยแล้ว ก็สามารถหาซื้อผักและผลไม้มารับประทานได้อย่างสะดวก มีราคาให้เลือกหลากหลาย ทั้งที่ปลูกในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ
 
จากสถิติการตรวจหาสารตกค้างนักและผลไม้นำเข้าของสำนักด่านอาหารและยา ระบุว่า ปี 2558 ยังคงพบสารตกค้างเกินมาตรฐาน 40 ตัวอย่างจากทั้งหมด 910 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 4.4 โดยพบสารตกค้างในบรอกโคลี ส้ม และองุ่น ในระดับเกินมาตรฐานอยู่บ่อยครั้ง และผักผลไม้จากประเทศที่พบบ่อยที่สุดคือประเทศจีน โดยปี 2558 ประเทศไทยนำเข้าผักและผลไม้จากจีนเป็นอันดับ 1 กว่า 14,287,470,936 กิโลกรัม หรือเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณนำเข้าผักและผลไม้ทั้งหมด
 
นักวิชาการปฏิบัติการอาหารและยา ด่านศุลกากรเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึงเป็นด่านทางบกที่ผักและผลไม้จากประเทศจีนผ่านเข้ามามากที่สุด เปิดเผยว่า สินค้าตัวอย่างจะได้รับการสุ่มตรวจด้วยชุดทดสอบ ‘จีทีเทสต์คิด’ ตรวจสารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต กลุ่มคาร์บาเมต และ ‘จีพีโอ ทีเอ็มสอง’ ตรวจสารกลุ่มไพรีทรอยด์ กลุ่มออร์กาโนคลอรีน แต่ชุดทดสอบทีเอ็มสองมีราคาแพงและตรวจได้น้อยครั้งกว่าจึงมีการใช้งานน้อยกว่า
 
“ปกติใช้จีทีเทสต์คิดตรวจ ยกเว้นผักและผลไม้ของบริษัทใดที่เคยตรวจพบสารกลุ่มไพรีทรอยด์ กลุ่มออร์กาโนคลอรีน จึงจะใช้จีพีโอ ทีเอ็มสองตรวจ” นักวิชาการปฏิบัติการคนเดิม กล่าว
 
นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือขายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (ไทยแพน) กล่าวว่า ผลการตรวจสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ที่นิยมบริโภคปี 2559 รวม 158 ตัวอย่าง พบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน 88 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 56 โดยผักที่พบสารพิษตกค้างมากที่สุดคือ คะน้า 10 จาก 11 ตัวอย่าง ส่วนผลไม้คือ ส้มสายน้ำผึ้ง 8 จาก 8 ตัวอย่าง

“ชุดทดสอบเบื้องต้นจีทีเทสต์คิด ตรวจสารตกค้างได้เพียง 1-2 กลุ่มเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง มีสารเคมีที่ใช้ในภาคการเกษตร 4 กลุ่ม และมีมากถึงเกือบ 400 ตัว ทำให้ยังพบสารตกค้างในผักและผลไม้ที่จำหน่ายในประเทศไทย จากการสุ่มตรวจทั้งตลาดทั่วไปและห้างสรรพสินค้า” นางสาวปรกชล กล่าว
 

 
 
ด้าน ผลวิจัยโครงการวิเคราะห์ข้อมูลการเฝ้าระวังผักและผลไม้ในประเทศไทย สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ปีเดียวกัน ยืนยันว่า การตรวจด้วยชุดทดสอบจีทีเทสต์คิดเพียงชุดเดียว ไม่สามารถพิสูจน์ความปลอดภัยได้แน่ชัด
 
“เมื่อทดสอบผักและผลไม้จากตัวอย่างเดียวกัน ด้วยชุดทดสอบ 2 ชุด พบว่า จาก 2,130 ตัวอย่าง จีทีเทต์คิดพบสารตกค้างอันตรายร้อยละ 1.8 ในขณะที่จีพีโอ ทีเอ็มสอง พบสารตกค้างถึงร้อยละ 7.9” ผลวิจัยระบุ
 
นางสาวนิษากานต์ วารีขจรเกียรติ นักวิชาการปฏิบัติการสาธารณสุข สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ยาฆ่าแมลงกลุ่มที่อันตรายที่สุดคือ กลุ่มออร์กาโนคลอรีน เพราะคงทนในสภาวะแวดล้อมสูง ทำให้เกิดพิษตกค้างมากและนาน
“หากสารสะสมในร่างกายจะทำให้เกิดโรคทะเร็ง เนื้องอก เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมได้” นักวิชาการปฏิบัติการสาธารณสุข ระบุ
 
ด้าน นางสาวจารุวรรณ ลิ้มสัจจะสกุล ผู้อำนวยการสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดอ่อนเรื่องวิธีการตรวจสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เพราะมีห้องปฏิบัติการที่สมบูรณ์น้อย ต้องส่งมายังส่วนกลาง ใช้เวลาตรวจนาน 7 วัน เมื่อผักและผลไม้เน่าเสียจึงตรวจไม่ทัน เพราะมีเจ้าหน้าที่เพียง 8 คน ตรวจสินค้าทั้งประเทศ
 
“อนาคตจะเพิ่มแล็บตรวจสารเคมี 4 กลุ่มในผักผลไม้ กระจายไปยังจังหวัดใหญ่ เพื่อให้ตรวจได้ครอบคลุมมากขึ้น” นางสาวจารุวรรณ กล่าว
 
ส่วน นางสาวทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักอาหาร สำนักคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ยอมรับว่า เห็นปัญหา อย.จึงปรับมาตรการการตรวจให้เคร่งครัด โดยจะสุ่มตรวจที่ด่านมากขึ้น กำหนดให้บริษัทผู้นำเข้าต้องมีใบรับรองสินค้า และเพิ่มมาตรการตรวจติดตามที่ตลาดและห้างสรรพสินค้ามากขึ้น
 
“ที่ผ่านมาสำนักอาหารมีหน่วยทดสอบสารเคมีเคลื่อนที่ไปตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ หากพบว่า สินค้ามีปริมาณสารเคมีเกินค่ามาตรฐาน จึงแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อออกใบแจ้งเตือน ยึดคืนสินค้าและทำลายเท่านั้น ไม่ได้มีการดำเนินคดีแต่อย่างใด โดยปีนี้ปรับนโยบาย หากตรวจพบจำดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522” นางสาวทิพย์วรรณ กล่าว
 
ขณะที่ นางสาวอาภาภรณ์ ปิยะปราโมทย์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาระบบ สำนักด่านอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงว่า ด่านตรวจจะใช้ผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นฐานในการเลือกชุดทดสอบสาร หากผักและผลไม้ชนิดใดเคยตรวจพบสารตกค้าง 2 กลุ่ม จะใช้เพียงชุดทดสอบจีทีเทสต์คิด แต่ถ้ามีประวัติพบทั้ง 4 กลุ่ม จึงจะให้ใช้ชุดทดสอบทีเอ็มสองคิดเพิ่ม
 
เมื่อถามว่า จะมีการปรับใช้ชุดตรวจที่ครอบคลุมสารทุกประเภทหรือไม่ นางสาวอาภรณ์ กล่าวว่า ที่เลือกใช้จีทีเทต์คิดมาจากการลงความเห็นของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการว่า ใช้งานสะดวก ตรวจได้เร็ว และครอบคลุมพอ ไม่เกี่ยวกับเรื่องราคา แต่ยืนยันว่า หากตรวจพบสารเคมีในระดับที่อันตราย การนำเข้าครั้งถัดไปจะตรวจเข้มมากขึ้น

หมายเหตุ: เรียบเรียงจากข่าว ‘ พบช่องโหว่ตรวจผักผลไม้ ผู้บริโภคเสี่ยงสารตกค้าง ’ ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ลูกศิลป์ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 หมวดสิทธิผู้บริโภค

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ที่โพสต์ของเรา



เรื่องโดย รติมา เงินกร ไอซีทีนิเทศศาสตร์ ปี 3 รุ่น 8

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)