ความทรงจำของเส้นทางสีขาวสู่ภูทับเบิก

5 ธันวาคม 2560 | อ่านแล้ว 103 ครั้ง    

พอถึงเวลาที่ปลายฤดูฝนใกล้จะหมดไป ใครหลายๆคนคงกำลังเตรียมพร้อมยิ้มต้อนรับให้กับฤดูหนาวที่ใกล้จะมาถึงในเร็ววัน “ภูทับเบิก” ลมหนาว ๆ อากาศเย็น ๆ บนภูเขาสีเขียวขจีที่ถูกล้อมรอบไปด้วยเมฆหมอกสีขาวในยามเช้าพร้อมกับแสงแดดอุ่น ๆ

ฉันเชื่อว่านี่คงเป็นภาพในจินตนาการที่ทุกคนต่างวาดฝันเอาไว้ด้วยกันทั้งนั้น เส้นทางที่เลื่องลือกันว่าคดเคี้ยวและใช้เวลานานในการเดินทาง นั่นจะกลายเป็นเพียงปัจจัยเล็ก ๆ ถ้าเทียบกับเสน่ห์และความทรงจำที่เราจะได้รับกลับไปตลอดชีวิต

ฝนที่เทลงมาอย่างหนักทำให้ทั้งฉันและพี่ติดแหงกอยู่บนรถระหว่างเดินทางขึ้นเขาเพื่อไปยังภูทับเบิก พวกเราจึงตัดสินใจจอดรถที่ข้างทางก่อนเพื่อรอให้ฝนซาลง ฉันเอ่ยถามพี่ไปว่า “ถ้าฝนหยุดตกแล้วที่นี่ยังจะสวยอยู่ไหม เราจะยังสนุกกันอยู่ใช่ไหม”

เพราะความคิดของฉันในตอนนี้การที่มองขึ้นไปบนท้องฟ้าไม่ได้ช่วยทำให้ฉันรู้สึกสดชื่นหรือปลอดโปร่งขึ้นมาเลย อีกทั้งการเดินทางขึ้นภูเขาสูงที่เส้นทางดูจะไร้จุดหมายกับผู้คนแออัดในสภาพอากาศแบบนี้คงจะลำบากน่าดู

พี่ชายที่เอาแต่อมยิ้มแล้วตอบกลับมาแค่ว่า “ใครว่าไม่สวยล่ะ” พร้อมกับชี้ไปยังยอดเขาที่อยู่เยื้องอีกฝั่ง และสิ่งที่ดึงดูดสายตาของฉันในทันทีคือองค์พระธาตุสีขาวขนาดใหญ่ที่ดูจะขัดแย้งกันกับก้อนเมฆสีเทาหม่นกระจายอยู่เต็มท้องฟ้า แทนที่จะเป็นภาพที่ไม่น่ามองนัก แต่กลับดูเด่นสง่าสร้างความอัศจรรย์ใจให้แก่ผู้พบเห็นอย่างเหลือเชื่อ

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ในแต่เดิมเป็นเพียงสถานที่ปฏิบัติธรรม แต่ภายหลังถูกเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ตั้งอยู่บนยอดเขาก่อนถึงภูทับเบิกท่ามกลางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ 


วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วกับฤดูฝนและผู้คนที่หนาแน่นในบรรยากาศสีเทา 


ส่วนภายในมีการประดับประดาอย่างประณีตสวยงาม ซึ่งใช้เนื้อที่ประมาณ 91 ไร่ในการสร้างขึ้นมา มีการเล่าขานมากมายในเรื่องของตำนานอันศักดิ์สิทธิ์จนกลายเป็นสถานที่มงคล ที่หลายๆคนทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยในระแวกนั้นมากราบสักการะและอธิษฐานขอพรกันอย่างแพร่หลาย

ที่นี่ไม่ได้ต่างจากภาพที่คิดในภูทับเบิกเลย ผู้คนหนาแน่นเบียดเสียดกันไปมา ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ รวมไปถึงผู้สูงอายุต่างต้องแก่งแย่งชิงทางเดินกันให้วุ่น แต่มีอยู่ภาพหนึ่งที่เป็นความประทับใจจนไม่อาจจะลืมเลือนได้ คือ ภาพผู้ชายวัยกลางคนเดินอุ้มคุณแม่ของเขาที่อายุราวๆ  80-85 ปี เดินตามทางชันตั้งแต่ที่จอดรถขึ้นมายังเบื้องหน้าองค์พระธาตุเพื่อที่จะให้ท่านได้เห็นแบบใกล้ ๆ

ญาติของเขาที่ช่วยถือกระเป๋าถามว่า “ทำไมถึงพาแม่มาได้ล่ะ พาคนแก่ขึ้นเขาไม่ลำบากเหรอ” เขาตอบกลับโดยที่ไม่ต้องคิดเลยว่า “ถ้าแม่อยากมา ต่อให้สูงกว่านี้ผมก็จะพาไป

 

ฉันไม่อาจจะพูดอะไรต่อได้เลยแม้แต่นิดเดียว เขาสามารถเปลี่ยนความน่าอึดอัดจากผู้คนให้กลายเป็นความน่ารักอบอุ่นที่ชวนให้ยิ้มตาม จนทำให้ฉันฉุกคิดที่จะลองเปลี่ยนความรู้สึกที่น่าเบื่อให้กลายเป็นความน่าสนใจและอยากจะเดินทางไปยังในที่ที่ตนเองตั้งใจเอาไว้เช่นกัน

“อากาศที่แปรปรวน จนทำให้อารมณ์แปรเปลี่ยน” ฉันพึ่งจะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงก็วันนี้นี่ละ

ว่ากันว่าอากาศหนาวๆกับนมอุ่นๆสักแก้วก็เป็นอะไรที่ลงตัวแล้ว แต่บรรยากาศ วิวทิวทัศน์ และทัศนียภาพที่น่าค้นหาดันเป็นอะไรที่มากกว่าคำว่าลงตัวเสียอีก ในเวลา 5 โมงเย็น ฉันเดินทางไปยังจุดชมวิวของร้านพีโน่ ลาเต้ที่อยู่เยื้องขึ้นไปด้านบนของวัด และเลือกที่นั่งริมระเบียงเพื่อหวังจะสูดอากาศสดชื่นสักพักแล้วค่อยเดินทางต่อ และเมื่อมองออกไปสุดลูกหูลูกตาจะเห็นวิวทั้งหมดของวัดพระธาตุผาซ่อนแก้วได้จากมุมหนึ่งของโต๊ะที่ถึงแม้จะอยู่ไกล



คู่รักกำลังส่งรอยยิ้มให้กันผ่านการถ่ายภาพคู่กับสายหมอกยามเย็น


 

“หมอกสีเทา” คำนี้อาจจะฟังดูหม่นหมองไปเสียหน่อย แต่พอได้มองแล้วต่างกลับกันอย่างสิ้นเชิง การได้ลองมองจดจ่อไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกสีเทาจางๆในยามที่พระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน พร้อมกับปล่อยความคิดให้โลดแล่นไปตามเส้นทางของสายลมหนาวและภูเขาที่คดเคี้ยวไปมา มันเป็นเหมือนดั่งมนต์สะกดที่ทำให้ตัวฉันนั้นตกหลุมรักที่นี่โดยไม่รู้ตัว

ภูทับเบิกเป็นยอดเขาสูงสุดของจังหวัดเพชรบูร์ที่แต่เดิมเป็นเพียงหมู่บ้านของชาวไทยภูเขาเผ่าม้งที่ย้ายรกรากถิ่นฐานมาจากภาคเหนือ แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ และวิถีการดำรงชีวิตของที่แห่งนี้ที่เป็นสิ่งที่น่าสนใจจนได้รับการส่งเสริมให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ อีกทั้งยังเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวจากหลาย ๆ ประเทศด้วยเช่นกัน


นอกจากจะนำไปใช้เป็นจุดท่องเที่ยวและถูกจับจองเพื่อทำการสร้างที่พักแล้ว ภูเขาบางลูกที่ยังคงเป็นพื้นที่โล่ง ๆ ได้มีการทำแปลงเกษตรแบบขั้นบันไดทอดยาวเต็มบริเวณกว้างตามเชิงเขา วิถีชีวิตของชาวเขาเผ่าม้งที่นี่ส่วนใหญ่แล้วคือการทำการเกษตรนี่แหละ ถึงแม้จะมีสามฤดูแต่เนื่องจากภูทับเบิกมีอากาศเย็นตลอดทั้งปีจึงทำให้ง่ายต่อการปลูกผัก และผลไม้เมืองหนาวเป็นไร่ใหญ่ ๆ


เพื่อนำไปขายตามจุดพักรถและจุดชมวิวต่างๆ ในตอนเช้าจะต้องเร่งตื่นมารดน้ำ พรวนดิน หมั่นดูแลอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้พืชผลมีการเจริญเติบโตที่ดี โดยนิยมปลูกกะหล่ำปลีเพราะทั้งได้ราคาดีและให้ผลผลิตดีจนกลายเป็นเมนู “กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา” ที่ขึ้นชื่อมากที่สุดของภูทับเบิก

“กะหล่ำปลีของที่นี่จะมีขนาดใหญ่ขึ้นและสวยงามมากในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์”

เอกลักษณ์ของชาวม้งคือการเดิน เนื่องจากว่าพวกเขาต้องเดินเข้าออกไปมาจากที่พักไปไร่ จากไร่ไปที่พักอยู่เป็นประจำ เพื่อคอยเช็คสภาพผักที่ปลูก บ้างก็มารดน้ำ บ้างก็มาเก็บผล ซึ่งจะมีสิ่งของคู่ใจอย่างตะกร้าใบเล็กๆเพื่อเอาไว้ใส่ผักหรือผลไม้ที่ออกดอกออกผลจนสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว


จุดสูงสุดของภูทับเบิกที่สามารถมองเห็นวิวทิวทิวทัศน์โดยรอบ

จุดสูงสุดของยอดเขาเป็นลานกางเต็นท์ ณ วิสาหกิจชุมชนภูทับเบิก ตั้งอยู่ที่บ้านทับเบิก ตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,768 เมตร ในอากาศที่อุณหภูมิเฉลี่ย 4-20 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะตอนกลางคืน


ผ้าห่มหนาๆและถุงเท้าอุ่น ๆ คือสิ่งที่ควรต้องมีเพราะจะสามารถช่วยคลายความหนาวในอุณหภูมิแบบนี้ได้ ถ้าเป็นรถยนต์ส่วนตัวควรจอดไว้ทางลานด้านล่างของที่พักแล้วค่อยเดินขึ้นไปเนื่องจากเส้นทางขึ้นเขามีความชันมาก

บรรยากาศยามค่ำคืนที่ฟ้าเปิดโล่งในช่วงเวลาประมาณตีหนึ่งอุณหภูมิติดลบประมาณ 16 องศา มีหมอกหนากระจายอยู่ตลอดเส้นทางเบื้องล่างจนมองเห็นแสงไฟจากจากถนนและที่พักเป็นลาง ๆ  ดั่งคำกล่าวที่ว่า “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” เหมือนที่ใครหลายๆคนเคยบอกไว้ เต็นท์นับร้อยที่กางเรียงกันเป็นระเบียบกับเสียงเจี๊ยวจ๊าวที่ยังคงคุยกันอย่างสนุกสนานไม่มีแม้แต่การตัดบทสนทนาเพื่อที่จะเข้านอน จนความสว่างของท้องฟ้าได้กลายเป็นเครื่องบอกเวลาไปเสียแล้ว

ด้วยความงัวเงียฉันตื่นมาพร้อมกับอากาศที่เย็นยะเยือก แต่ก็ต้องตาสว่างเมื่อพบเห็นสิ่งที่ยิ่งกว่าความฝันได้ปรากฏอยู่ตรงหน้า ภาพทะเลหมอกที่เหมือนมีชีวิตกำลังเคลื่อนตัวไปมาตามแนวสันเขา กับแสงสีส้มอ่อนๆที่ดูตัดกันกับสีท้องฟ้าในยามพระอาทิตย์ขึ้นช่างกลายเป็นภาพที่เข้ากันแบบไร้ที่ติ จนต้องรีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก



การมากางเต็นท์ค้างแรมกับครอบครัวและคนที่รักคือช่วงเวลาที่แสนวิเศษ

ก่อนเดินทางกลับการไปเก็บภาพบรรยากาศสวยๆก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร จนได้พบว่าอีกหนึ่งความน่ารักของชาวม้งที่นี่ คือ “รอยยิ้ม” พวกเขาก็จะตอบกลับด้วยรอยยิ้มเสมอถึงแม้ว่าจะฟังที่เราพูดไม่รู้เรื่องก็ตาม


โดยเฉพาะความเป็นกันเองของเด็กดอยแก้มแดง ที่แค่พอฉันยกกล้องขึ้นมาเพื่อจะแอบถ่ายรูปแบบเงียบๆ แต่พวกเขากลับมองมาที่กล้องอย่างรู้งานและชูสองนิ้วโดยอัตโนมัติจนฉันเองก็ตั้งตัวไม่ทันแล้วเผลอหัวเราะออกมาอย่างน่าอาย มันช่างเป็นความน่ารักที่หาดูจากที่อื่นไม่ได้จริง ๆ


การมาเที่ยวที่แห่งนี้นอกจากจะมีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านธรรมชาติแล้ว อีกข้อสรุปหนึ่งที่ฉันได้คือเหนือบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่สวยงาม ในความยากลำบาก การมีความทรงจำดี ๆ ก็เป็นส่วนเติมเต็มที่ช่วยทำให้ช่วงเวลาเหล่านี้มีความพิเศษและน่าจดจำมากยิ่งขึ้น

การได้พาสมองที่เหนื่อยล้าจากการเรียน การทำงานมาพักผ่อนในที่ที่ปรอดโปร่งและบริสุทธิ์ เป็นเหมือนการสร้างความพร้อมให้เรามีกำลังใจที่จะกลับไปดำเนินชีวิตในวันข้างหน้าได้อย่างมีความสุข



เรื่องโดย อาภันตรี แม้นพิมพ์ ไอซีทีนิเทศศาสตร์ ปี 1 รุ่น 11

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)