คนเลี้ยงช้างที่ศูนย์คชศึกษา จังหวัดสุรินทร์

24 ธันวาคม 2560 | อ่านแล้ว 286 ครั้ง    

สุรินทร์ เป็นหนึ่งในจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย นอกจากจะมีชื่อเสียงในเรื่องของข้าวหอมมะลิที่ดังไปทั่วโลกแล้ว “ช้าง” ที่นี่ก็มีชื่อเสียงไม่แพ้กัน

 

ศูนย์คชศึกษาหรือที่ชาวสุรินทร์เรียกกันจนติดปากว่าหมู่บ้านช้าง ตั้งอยู่ที่บ้านตากลางอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ที่เรียกว่าหมู่บ้านช้างเพราะชาวบ้านในระแวกนั้นจะเลี้ยงช้างอย่างน้อยบ้านละหนึ่งเชือกจึงทำให้บ้านตากลางกลายเป็นหมู่บ้านที่มีช้างเลี้ยงมากที่สุดในโลก

ฉันเป็นคนสุรินทร์ที่ไม่เคยไปหมู่บ้านช้าง เพราะหมู่บ้านช้างไกลจากตัวเมืองทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควรในการเดินทาง แต่เส้นทางไม่ได้กันดารอย่างที่คิด เพราะถนนทางเข้าหมู่บ้านถูกปูด้วยคอนกรีตอย่างดี ระหว่างทางสองฝั่งถนนเต็มไปด้วยทุ่งนาเหมือนกันกับชนบททั่วไป แต่ที่นี่สิ่งที่แปลกออกไปคือ นอกจากจะมีวัวมีควายให้เห็นแล้วยังมีช้างอยู่กลางทุ่งนาอีกด้วย 

 

 หมู่บ้านช้างคชศึกษา


เมื่อรถแล่นมาถึงจุดหมาย ฉันได้พบกับ “ลุงอุ๊” ซึ่งลุงอุ๊ หรือ นายบุญธรรม ควาญช้างที่อยู่ในหมู่บ้านช้างแห่งนี้ ลุงอุ๊บอกว่าเขาเกิดและโตที่นี่ทำให้เห็นหมู่บ้านช้างในอดีตเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว เขาบอกว่าหมู่บ้านช้างสมัยก่อน ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ บ้านช่องยังเป็นบ้านไม้ คนในหมู่บ้านยังไม่รู้จักการปลูกบ้านโดยใช้ปูน ทำให้เมื่อก่อนหมู่บ้านช้างยังไม่ได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมมากนัก แต่วันเวลาผ่านไปเมื่อความเจริญเข้ามา

ถนนที่เคยเป็นลูกรังก็เปลี่ยนเป็นถนนคอนกรีต จากบ้านไม้ก็เปลี่ยนเป็นบ้านปูน ไฟฟ้าและน้ำประปาเข้าถึง หมู่บ้านช้างจึงเป็นที่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลงานช้างของจังหวัดสุรินทร์ ที่จัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนของทุกปีนักท่องเที่ยวจะมาที่หมู่บ้านช้างมากขึ้นกว่าปกติ


ช้างอยู่ตามทุ่งนาข้างทาง    


ฉันมีโอกาสได้ไปดูสวนที่ลุงอุ๊เลี้ยงช้างอยู่ ซึ่งสวนนี้อยู่ไม่ไกลจากศูนย์คชศึกษาสักเท่าไร เมื่อมาถึงฉันเห็นรั้วเหล็กที่กั้นระหว่างสวนกับถนนไล่ยาวไปจนสุดสายตา หลังรั้วเหล็กนั้นเต็มไปด้วยต้นไม้หลากหลายชนิด ต้นไม้สูงใหญ่แผ่กิ่งใบปกคลุมทั่วอาณาบริเวณบดบังแสงอาทิตย์ตอนบ่ายแก่ๆ จนหมดสิ้นทำให้สวนแห่งนี้ร่มรื่นและเย็นสบาย ทันทีที่เข้ามาฉันพบกับช้างน้อยที่ถูกล่ามโซ่ไว้


ช้างเชือกนี้ชื่อว่า “น้องจุ๊บแจง” อายุ2ปี ฉันถามลุงว่าทำไมต้องล่ามเอาไว้ ลุงตอบกลับมาว่ากำลังฝึกจุ๊บแจงอยู่ โดยการฝึกช้างจะเริ่มตั้งแต่อายุ 2 ปี ขั้นแรกต้องแยกลูกช้างกับแม่ช้างก่อนจากนั้นจึงพาช้างไปเข้าโรงเรียน ฉันเกิดคำถามในหัวทันทีว่าช้างมีโรงเรียนด้วยเหรอ? 

ลุงเหมือนจะเข้าใจความคิดของฉัน จึงพาฉันไปดูที่ที่เรียกว่า “โรงเรียนช้าง” ซึ่งโรงเรียนช้างอยู่ไม่ไกลจากที่ที่ล่ามจุ๊บแจงไว้ มันเป็นช่องระหว่างต้นไม้สองต้นที่นำท่อนไม้สองท่อนมาตั้งให้ขนานกัน จากนั้นนำท่อนไม้ขนาดกลางมาผูกติดไว้กับต้นไม้ ทำให้เหมือนห้องสี่เหลี่ยม โดยควาญช้างจะพาช้างที่ฝึกมาไว้ด้านในและจะฝึกโดยการขี่บนหลังเพื่อให้ช้างรู้สึกคุ้นเคย

โรงเรียนช้าง

 

ระหว่างที่กำลังดูโรงเรียนช้าง ฉันเห็นลุงอุ๊เอาหญ้าไปให้จุ๊บแจงกิน ลุงมองมันด้วยความเอ็นดู ฉันถามลุงว่าเลี้ยงช้างยากหรือไม่ ลุงลูบหัวจุ๊บแจงพร้อมรอยยิ้มแล้วตอบฉันว่า “เลี้ยงช้างก็เหมือนเลี้ยงคนในครอบครัว อย่างจุ๊บแจง ลุงก็เลี้ยงเหมือนลูกเหมือนหลาน ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เพราะเขาก็เหมือนเด็ก ยังหากินเองไม่ได้”

ลุงยังบอกฉันอีกว่าเลี้ยงช้างในสมัยก่อนแทบจะไม่ต้องใช้เงินเยอะเลยเพราะส่วนมากชาวบ้านจะเลี้ยงช้างแบบปล่อยในป่าให้ช้างหากินเอง แต่ในปัจจุบันจำนวนช้างเพิ่มมากขึ้นแต่พื้นที่ที่จะให้หญ้าช้างกลับไม่พอต่อความต้องการ จึงทำให้ลุงต้องหารายได้เพิ่มเพื่อซื้ออาหารมาเลี้ยงช้าง

ส่วนเงินที่เอามาซื้ออาหารให้ช้างมาจากการที่ลุงไปฝึกช้างให้คนต่างชาติ ลุงเล่าว่าเคยไปฝึกช้างให้ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ไปทีก็ระยะเวลาเกือบปี เงินส่วนนั้นนอกจากจะเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้แล้วก็ยังเลี้ยงช้างอีกสามเชือกที่ดูแลอยู่ได้อีกด้วย

 ลุงอุ๊ให้หญ้าจุ๊บแจง

ลุงอุ๊บอกว่าวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้านช้างเป็นไปอย่างเรียบง่าย คนที่นี่ถ้าไม่ทำนาก็เลี้ยงช้างไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่ฉันคิดว่าสิ่งนี้แหละคือความพิเศษ เพราะคนในหมู่บ้านช้างแสดงให้เห็นถึงความรักและความผูกพันธุ์ระหว่างช้างกับคนที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ความรักและความผูกพันธุ์นี้จะยังคงอยู่

หากมาที่หมู่บ้านช้างบ้านตากลางต้องไม่พลาดที่จะชมของที่ระลึกของที่นี่ เช่น กำไลงาช้าง แหวนงาช้าง แหวนหางช้างและอื่นๆ ที่เกิดจากการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการออกแบบและประดิษฐ์ออกมาให้มีลวดลายที่สวยงาม นอกจากของที่ระลึกแล้วทีเด็ดของที่นี่คือการนั่งช้างชมรอบหมู่บ้าน

โดยเมื่อผ่านทางเข้าประตูศูนย์คชศึกษาแล้วสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ให้นักท่องเที่ยวขึ้นหลังช้างจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ โดยนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลได้เลย



หมู่บ้านช้าง หมู่ที่ 9 และ 13 บ้านตากลาง อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์

เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.30-17.00 น.  

การแสดงรอบเช้าเริ่มเวลา 10.00น. และการแสดงรอบบ่ายเริ่มเวลา 14.00น.

สอบถามเพิ่มเติม 0-4414-5050

 



เรื่องโดย พิมศิริ หาญมานพ ไอซีทีนิเทศศาสตร์ ปี 1 รุ่น 11

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)