เซฟเซ็กซ์ล้มเหลว! รัฐไม่สอนมีเพศสัมพันธ์ปลอดภัย

23 มกราคม 2561 | อ่านแล้ว 450 ครั้ง    

รณรงค์ ‘เซฟเซ็กซ์’ ล้มเหลว รัฐสร้างภาพติดเอดส์เพราะสำส่อน แต่ไม่สอนมีเพศสัมพันธ์ปลอดภัย ส่งผลวัยหนุ่มสาวไม่ใช้ถุงยางกับคู่รัก ทำสถิติเป็นกลุ่มเดียวที่ติดเชื้อสูงขึ้นเกือบเท่าตัว นักวิชาการชี้รัฐสร้างชุดความรู้หลีกเลี่ยงเรื่องเพศ กระทรวงศึกษาฯ ลังเลปรับหลักสูตร กลัวชี้โพรงให้กระรอก

“รับเชื้อเอชไอวีมาจากแฟนคนแรกตอนอายุ 20 ปี ตอนนั้นไม่ได้มั่ว คิดแต่ว่าอยากมีเพียงใครสักคนที่รักกันไปนาน ๆ มีอนาคตและใช้ชีวิตร่วมกัน จึงไม่ได้ป้องกันระหว่างมีเพศสัมพันธ์” 


เมื่อ 4 ปีที่แล้ว นักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 4 คนนี้ กลายเป็น 1 ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี 

 

แม้รายงานสถานการณ์เอชไอวีและเอดส์ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ฉบับล่าสุดปี 2560 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั้งหมด 442,127 คน โดยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ตั้งแต่ปี 2555-2560 ลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 9,437 คน เหลือเพียง 5,801 คน ทว่าวัยรุ่นตอนปลายอายุ 20-24 ปี ยังเป็นกลุ่มที่ติดเชื้อสูงขึ้น จาก 2,857 คน ในปี 2558 เป็น 4,696 คน ในปี 2560 โดยปัจจัยเสี่ยงติดเชื้อที่พบมากที่สุด คือ มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน

รัฐสร้างภาพเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องไม่ควร


ผู้สื่อข่าวตรวจสอบหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี 2551 พบว่า เรื่องเพศศึกษาเป็นเพียงบทเรียนในวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา เนื้อหาระบุให้เลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ เช่น ไม่อยู่ตามลำพังสองต่อสองในที่ลับตา วิธีพูดต่อรองหรือปฏิเสธเพศตรงข้าม ผลกระทบจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เช่น ตั้งครรภ์ไม่พร้อม โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ถูกตำหนิจากสังคม ฯลฯ จำกัดความคำว่าผู้หญิงที่ดี คือ ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน และสุภาษิตคำพังเพย เช่น รักนวลสงวนตัว อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ฯลฯ โดยระบุว่า เป็นแบบอย่างอันดีงามตามวัฒนธรรมไทย

 

อีกทั้งเนื้อหาเรื่องเอดส์และเอชไอวี ระบุว่า การติดเชื้อเกิดจากการร่วมเพศกับผู้ติดเชื้อไวรัสเอดส์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย และสอนให้ป้องกันตนเองโดยใช้สุภาษิตว่า อย่าชิงสุกก่อนห่าม ห้ามไม่ให้นักเรียนมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน การมีเพศสัมพันธ์กับใครนั้น ต้องมีความพร้อม เกิดจากความรักแท้จริง และพร้อมจะครองคู่กันตลอดไป แต่ไม่มีการสอนเรื่องวิธีสวมใส่ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง หรือวิธีพูดต่อรองเพื่อใช้อุปกรณ์ป้องกันเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่พร้อมจะมีเพศสัมพันธ์

สื่อสร้างภาพติดเอดส์เพราะสำส่อน


ผู้สื่อข่าวตรวจสอบละครโทรทัศน์และซีรีส์ออนไลน์ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีการฝังภาพจำว่า ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์หรือผ่านผู้ชายมาหลายคน คือ ผู้หญิงไม่ดี อาทิ ซีรีส์คลับฟรายเดย์ทูบีคอนทินิวด์ ตอนรักลองใจ ออกอากาศทางไลน์ทีวี ละครหลงไฟออกอากาศทางช่องจีเอ็มเอ็ม 25 เป็นต้น โดยกำหนดให้ตัวละครเหล่านั้นมีจุดจบว่ามีอาการทางจิต ติดโรคทางเพศสัมพันธ์ ไปจนถึงเสียชีวิต


เมื่อค้นหาการใช้คำรณรงค์วันเอดส์โลกทางอินเทอร์เน็ต ระบุคำสำคัญ ‘สำส่อน’ พบการใช้คำที่มีผลต่อความเข้าใจในพฤติกรรมทางเพศว่า การติดเชื้อเกิดการจากเปลี่ยนคู่นอนบ่อย เช่น ขับรถระวังคนซุกซนระวังเอดส์ (เทศบาลนครแหลมฉบัง ปี 2554) ไม่สำส่อนทางเพศป้องกันเอดส์ได้สุด ๆ (วิทยาลัยนาฎศิลป์อ่างทอง ปี 2556) ไม่สำส่อนไม่มั่ว ไม่ต้องกลัวติดเอดส์ (มหาวิทยาลัยรังสิต ปี 2556) มากชู้หลายผัวน่ากลัวติดเอดส์ (อบต.บ้านเหล่า จ.มุกดาหาร ปี 2557)


ชี้คนมองใช้ถุงยางเป็นเรื่องคู่นอนชั่วคราว


นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย หนึ่งในผู้ติดเชื้อเอชไอวี กล่าวว่า ก่อนติดเชื้อตนคิดว่า เอดส์เป็นเรื่องของการซื้อบริการทางเพศหรือรักร่วมเพศ อีกทั้งคู่ของตนแข็งแรงดี ไม่มีตุ่มหรือตัวผอมแห้งอย่างที่รัฐรณรงค์ และคิดว่า การใช้ถุงยางอนามัยเป็นเรื่องคู่นอนชั่วคราว เมื่อตนจริงจังกับคู่จึงไม่ป้องกัน ผู้ติดเชื้อในเครือข่ายส่วนใหญ่ก็เข้าใจแบบนี้ และไม่รู้สึกว่าตัวเองเสี่ยง


นางสาวสุนทราพร เกษแก้ว ผู้จัดการโครงการเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย กล่าวว่า กรอบเรื่องเพศของสังคมไทยที่ให้ค่าเพศหญิงและเพศชายไม่เท่ากันทำให้เสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี เพราะทำให้ผู้หญิงไม่กล้าบอกว่า เคยมีคู่นอนมาก่อนหรือควรใช้ถุงยางอนามัยกับตน


อีกทั้ง งานวิจัยเรื่องทัศนคติของประชาชนชาวไทยต่อการใช้ถุงยางอนามัยในการป้องกันควบคุมโรค ปี 2557 โดยนางสาวอัจฉรา บุญชุม หัวหน้ากลุ่มพัฒนาภาพลักษณ์และภาคีเครือข่าย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และคณะ สำรวจทัศนคติประชาชนชาวไทย ทั้งเพศชายและเพศหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 2,921 คน จาก 25 จังหวัด พบว่า ประชาชนเพศชายมากกว่าครึ่งหนึ่งมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อผู้หญิงที่พกถุงยางอนามัยติดตัว โดยมองว่ามีอาชีพขายบริการทางเพศ

รัฐสร้างชุดความรู้‘อย่ายุ่งกับเซ็กซ์’


นางสาวชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ รองศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หลักสูตรในหนังสือเรียนมาจากฐานความคิดเรื่องเพศที่เน้นว่า อย่ายุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศ ไม่ใช่การให้การศึกษา ทำให้ผู้เรียนไม่มีทักษะจัดการเรื่องเพศในสถานการณ์จริง เช่น เพศสัมพันธ์และถุงยางอนามัยเป็นของคู่กัน และยังตีกรอบการแบ่งผู้หญิงที่ดี คือ ต้องไร้เดียงสาเรื่องเพศและต้องบริสุทธิ์


เมื่อถามว่า การใช้คำว่าสำส่อนเพื่อรณรงค์ส่งผลอย่างไร นางสาวชลิดาภรณ์ กล่าวว่า รัฐนิยาม ให้ความรู้ และปฏิบัติการต่อคำว่า สำส่อน แปลว่า อย่าร่วมเพศกับคนหลายคน


“ถามว่ามีความสัมพันธ์โดยมีแฟนทีละคน ก็เป็นการร่วมเพศกับคน ๆ เดียว แต่ไม่ใช่คนเดียวไปตลอดชีวิตใช่ไหม แต่นี่ทำให้เวลาร่วมเพศจึงไม่ใช้ถุงยางอนามัย เพราะไปเน้นว่า ควรใช้กับคู่ชั่วคราว” นางสาวชลิดาภรณ์ กล่าว

สพฐ.ลังเลปรับหลักสูตร กลัวชี้โพรงให้กระรอก


ด้าน นางธนพรรณ ฟองศิริ รองผู้อำนวยการสำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สังคมไทยรับไม่ได้กับการมีเพศสัมพันธ์ จึงพบการรณรงค์ในทางให้หลีกเลี่ยง อย่างไรก็ดี กระทรวงฯ ได้ให้ความรู้เรื่องการป้องกันโดยสวมถุงยางทุกช่วงวันสำคัญ แต่งบจำกัดเพราะมีการทุ่มงบไปที่การยุติท้องไม่พร้อมมากกว่า

 

ขณะที่ นางสาวรัตนา แสงบัวเผื่อน นักวิชาการศึกษา กลุ่มพัฒนาหลักสูตรและมาตรฐานการเรียนรู้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ยอมรับว่า ตอบไม่ได้ว่าจะมีการปรับหลักสูตรให้สอนเพศศึกษาอย่างชัดเจนหรือเตรียมพร้อมสำหรับการมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ เนื่องจากเป็นเหมือนดาบสองคมที่ให้ความรู้แต่อีกด้านชี้โพรงให้กระรอก แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต




เรื่องและภาพโดย อรณี รัตนวิโรจน์ ไอซีทีนิเทศศาสตร์ ปี 3 รุ่น 9

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)