จากหน้าจอทีวีสู่ข้างเวที “สนามมวยช่องเจ็ดสี”

27 มกราคม 2561 | อ่านแล้ว 699 ครั้ง    

มวยไทย ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของไทยที่ใคร ๆ ก็รู้จัก แต่จะมีสักกี่คน ที่เคยไปดูการชกมวยจริง ๆ ที่ข้างสนาม


เคยมีคนบอกว่า “สนามมวยนั้นเป็นสถานที่อโคจร มีแต่นักเลง ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรไป” แต่เมื่อการเรียนรู้เป็นสิ่งจำเป็น ฉันจึงต้องเดินทางไปพิสูจน์คำพูดนั้น และสนามมวยช่องเจ็ดสี คือสถานที่ที่ฉันเลือกไป


สนามมวยช่องเจ็ดสี เปิดมาแล้วกว่า 49 ปี ระบุวัตถุประสงค์ว่า 
เพื่อส่งเสริมมวยไทย ศิลปะการต่อสู้ของประเทศให้เป็นที่รู้จักและรักษาแม้ไม้มวยไทยต่าง ๆ เอาไว้ เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยอีกช่องทางหนึ่ง ที่แห่งนี้แก่น้อยกว่าสถานีโทรทัศน์ช่องเจ็ดแค่ปีเดียว


เมื่อผ่านเข้าไปยังสนามก็จะเจอกับเหล่านักมวยที่กำลังทำการเตรียมตัวขึ้นชก บ้างก็นวดน้ำมัน บ้างก็ก็มัดนวม หรือแม้แต่การใส่กระจับ
เพื่อเตรียมพร้อมร่างกายให้พร้อมสำหรับการขึ้นชก ซึ่งส่วนนี้สามารถถ่ายรูปได้ แต่จะเข้าใกล้มากไม่ได้ เพราะเขาห่วงว่าจะมีการป้ายยานักมวย เป็นการโกงที่ทำให้นักมวยไม่มีแรงชก


ยืนดูนักมวยเตรียมตัวอยู่สักพัก ก็มีเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งเดินมา ได้ยินพูดกันถึงเรื่องชกมวย ด้วยความอยากรู้อยากเห็นฉันจึงได้เข้าไปคุยด้วย จึงได้ทราบว่า เด็ก ๆ เหล่านี้มาเชียร์เพื่อนที่จะมาขึ้นชกในวันนี้ และพวกเขาทั้งหมดเป็นนักมวยเช่นเดียวกัน ที่สำคัญพวกเขาอายุแค่ 12 ปีเท่านั้น


นักมวยกำลังเตรียมตัวก่อนขึ้นชก


เด็ก ๆ พาฉันไปรู้จักกับครูฝึกมวยของพวกเขา นายมนต์เทียน สืบวงศ์ษา หรือ พ่อมนต์ ผู้ดูแล และฝึกฝนเด็กให้ชกมวย คุณพ่อมนต์เล่าว่า ที่บ้านเป็นค่ายมวย และเด็ก ๆ เหล่านี้ก็สนใจในการชกมวย ทั้งหมดเป็นเพื่อนกันจึงชักชวนกันมาฝึก ฝึกทุกวันหลังเลิกเรียนและทุกวันเสาร์อาทิตย์ ตั้งแต่อายุ 9 ขวบจนถึงตอนนี้


“พ่อเห็นเด็ก ๆ เขาสนใจมวยไทย พ่อก็เลยฝึกให้เด็กเขาได้ออกกำลังกาย ได้เล่นกีฬา จะได้มีสุขภาพดี เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และจะได้ห่างไกลจากยาเสพติดด้วย”


คุยกับพ่อมนต์ได้สักพัก ท่านก็ต้องขอตัวไปก่อน เพราะจะต้องไปเตรียมตัวนวดน้ำมันมวยให้กับน้องกต หรือฉายาในวงการนักมวยเรียกกันกว่า “ชาละวัน เกียรติทรงเดช” น้องนักมวยในค่ายของคุณพ่อมนต์ที่จะได้ขึ้นชก แสดงฝีมือในวันนี้


ระหว่างรอเวลา ผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างก็เริ่มทยอยเข้าไปข้างในสนามมวย เพื่อจับจองที่นั่ง ใครเข้าไปก่อน ก็จะได้ที่นั่งก่อน แต่ไม่ใช่ทุกที่ ที่จะสามารถนั่งได้


ข้างในสนามมวยมีการจัดที่นั่งไว้เป็นสัดส่วน โดยนักท่องเที่ยวจะอยู่ที่อัฒจันทร์ด้านหลัง ฝั่งตรงข้ามทางเข้า ด้วยเหตุนี้เอง
เราจึงมักจะเห็นชาวต่างชาติเป็นฉากหลังเวลาดูการถ่ายทอดสด  ส่วนที่นั่งสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย ก็จะเป็นส่วนของอัฒจันทร์ด้านบนที่เหลือทั้งหมด ส่วนด้านล่างติดขอบเวที จะกั้นไว้สำหรับกรรมการ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดสด ทีมผู้สนับสนุน และทีมงานนักมวยเท่านั้น


เมื่อถึงเวลา สิบสี่นาฬิกายี่สิบนาที โฆษกนักมวยขึ้นเวทีเปิดรายการ พร้อมกับเสียงปรบมือและเสียงเฮดังลั่น จากผู้คนที่มารอดูการชกมวย ด้านบนอัฒจันทร์ ผู้คนบางส่วนนั่ง แต่ส่วนมากจะยืนเสียมากกว่า เพื่อให้ได้อรรถรสในการเชียร์มวย



นักมวยร่ายรำไหว้ครูมวยไทยก่อนชก


หลังจากที่โฆษกลงจากเวที เสียงดนตรีก็ดังขึ้น พร้อมกับท่าร่ายรำไหว้ครู ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกอย่างหนึ่งของมวยไทย ซึ่งถือเป็นการแสดงถึงความฮึกเหิม ไม่เกรงกลัวคู่ต่อสู้ และเป็นการอบอุ่นร่างกาย ยืดเส้นยืดสายไปในตัว รวมทั้งได้ดูชั้นเชิงคู่ต่อสู้อีกด้วย


เสียงระฆังดังขึ้น เป็นสัญญาณประกาศให้รู้ว่า การต่อสู้กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ผู้คนส่งเสียงเชียร์กันดังลั่น ตามจังหวะการแตะ ชก ฟันศอก และตีเข่าของนักมวย บ้างทำท่าทางกำหมัดชกต่อยเหมือนนักมวย บ้างก็ตะโกนบอกนักมวยให้แตะ ให้ต่อย เดินหน้า ถอยหลัง ราวกับว่ากำลังบังคับหุ่นยนต์นักมวยอยู่


มวยในทีวีผ่านจอแก้วที่ว่าดุเดือดแล้ว แต่พอมาอยู่ข้างสนามมวยของจริงนั้นดุเด็ดเผ็ดมันยิ่งกว่า เพราะด้วยสภาพแวดล้อม ที่ทุกคนต่างพากันส่งเสียงเชียร์อย่างสนุกสนาน และได้เห็นภาพ ได้ยินเสียง ของการชก เสียงแตะ เสียงตีเขา และเห็นเลือดไหลออกมา จึงทำให้มีอารมณ์ร่วมไปกับสถานการณ์มากขึ้น


สำหรับการดูมวยถ้าใครไม่อยากพลาดฉากสำคัญ ต้องดูด้วยความกล้า เช่นในคู่ที่น้องกต ชาละวัน เกียรติทรงเดช น้องที่ฉันได้พูดคุยด้วยก่อนหน้านี้ขึ้นชก ด้วยความที่กลัวน้องจะเจ็บฉันจึงหันหน้าหนี เพียงชั่วพริบตาที่ละสายตาจากเวที เสียงเฮของผู้คนก็ดังลั่นขึ้นมา
ฉันมองขึ้นไปบนเวทีก็พบว่า น้องกต โดยอาวุธคู่ต่อสู้และหมดสติไป


ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า การให้น้อง ๆ อายุยังน้อยขึ้นชก อวัยวะถูกกระทบด้วยความรุนแรง จะส่งผลระยะยาวกับพวกเขาอย่างไรไหมหนอ? ไม่รู้ว่า ผู้ใหญ่คิดอย่างไรถึงยอมให้น้อง ๆ ชกจริงจัง มากกว่าการออกกำลังกายแบบกีฬา

นักมวยที่มาชก ที่สนามมวยช่องเจ็ดสี ในแต่ละอาทิตย์มีอยู่หกคู่ แต่จะมีการถ่ายทอดสดออกอากาศเพียงสี่คู่แรก อีกสองคู่หลังจะไม่มีการทอดสดถ่ายออกอากาศ จึงทำให้มวยสองคู่หลังนั้น เป็นมวยรุ่นเล็ก บางทีก็เป็นมวยเด็ก ถึงแม้ไม่มีการถ่ายทอดสด ฉันก็คิดว่านี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเวที ที่เปิดโอกาสให้นักมวยรุ่นใหม่ ได้แสดงฝีมือ แม่ไม้มวยไทย ทั้งยังจะเป็นการให้กำลังใจ ให้พวกเขายังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยแม่ไม้มวยไทยสืบต่อไป




มวยเด็กชกคู่สุดท้ายของรายการ

หลังจากดูมวยทุกคู่เสร็จ ฉันก็ไม่ลืมที่จะออกไปดูอาการของน้องกต ที่หมดสติไปบนเวที ภาพที่ฉันเห็นคือหลังจากที่น้องกตนั้นฟื้นขึ้นมา เด็ก ๆ ที่เป็นเพื่อนได้ช่วยคุณพ่อมนต์ ซึ่งเป็นครูฝึกมวย คอยดูแล คอยนวดและประคบน้ำแข็งให้กับน้องกต


ฉันถามเพื่อนของน้องกตว่า เห็นเพื่อนเป็นอย่างนี้แล้วกลัวไหม
คำตอบของนักสู้ตัวน้อยบอกเพียงว่า "ไม่กลัว ก็แค่ต้องซ้อมให้มากกว่าเดิม”


ก่อนจะกลับ ฉันได้มีโอกาส พูดคุยกับ คุณมณี หาสุข ผู้กำกับเวทีรายการฝ่ายผลิตรายการ ประจำสนามมวยช่องเจ็ดสี ในประเด็นของความนิยมมวยไทย ของชาวไทยและชาวต่างชาติในปัจจุบัน คุณมณีกล่าวว่า มวยไทยนั้นเป็นที่นิยมมากในต่างประเทศ อย่างเช่นนักท่องเที่ยวไต้หวัน เขาก็ถือว่าถ้ามาที่ประเทศไทยก็ต้องมาดูมวยไทย และทุกวันนี้สนามมวยช่องเจ็ดสีก็มีชาวต่างชาติมาชมมวยเยอะขึ้นเรื่อย ๆ


คุณมณีพูดถึงความนิยมมวยไทยของคนไทยว่า ผู้คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาดูมวยไทยเป็นกลุ่มวัยกลางคนขึ้นไป น้อยมากที่จะมีวัยรุ่นมาเที่ยวมาดูมวย นานๆมาที และคุณมณียังทิ้งท้ายอีกว่า “อยากให้มาดูกันเยอะ ๆ ดูฟรีไม่มีค่าเข้า”


นี่เป็นการดูมวยข้างสนามเวทีครั้งแรกและมาคนเดียว ฉันเดินทางมาที่สนามมวยช่องเจ็ดสี เพื่ออยากทราบว่าที่นี่เป็นสถานที่ ที่ไม่ควรมาเที่ยวจริงหรือ และฉันก็พบว่า หน้าจอไม่เหมือนนอกจอแม้แต่นิดเดียว ถ้าฉันดูแค่หน้าจอทีวี ฉันคงไม่ได้ดูวิธีที่นักมวยเตรียมตัวก่อนขึ้นชกบนเวที 


สำหรับนักมวยแล้ว แม้ไม่อาจจะรู้ได้เลยว่า ชกครั้งนั้นจะชนะหรือแพ้ แต่ถึงยังไงก็อยากจะลองเสี่ยงเพื่อพิสูจน์ตัวเอง สิ่งเดียวที่พวกเขาจะทำได้ก็คือฝึกซ้อมให้ดี และเตรียมตัวให้พร้อมก่อนขึ้นชกทุกครั้ง


ดูไปก็เหมือนกับการใช้ชีวิตของคนเรา เพราะไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเจอกับอะไร สิ่งที่ทำได้คือเตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมพร้อมรับมือมัน





เรื่องโดย ปวีณา ชูรัตน์ ไอซีทีนิเทศศาสตร์ ปี 1 รุ่น 11

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)