เสวนาถอดบทเรียนท้องถิ่นจัดบริการขนส่งสาธารณะ ทีดีอาร์ไอชี้รัฐไม่เคยหนุนทำประชาชนต้องซื้อรถส่วนตัว-อุบัติเหตุสูง

31 มกราคม 2561 | อ่านแล้ว 270 ครั้ง    

เสวนาถอดบทเรียนท้องถิ่นจัดบริการขนส่งสาธารณะ ทีดีอาร์ไอชี้รัฐไม่เคยหนุนทำประชาชนต้องซื้อรถส่วนตัว-อุบัติเหตุสูง  สนข.ห่วงท้องถิ่นงบไม่พอ เสนอส่วนกลางอุดหนุนครึ่งต่อครึ่ง แนะต้องทำสถานะกฎหมายบริษัทลูกเอกชนร่วมท้องถิ่นให้ชัด


เมื่อวันที่ 24 มกราคม ที่โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมกับ วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดเสวนาเรื่องการเพิ่มบทบาทการพัฒนาขนส่งมวลชนทางรางขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น


โดยนายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย รองคณบดีวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง และผลักดันให้ท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทจัดการขนส่งมวลชน กล่าวว่า หากรอราชการส่วนกลางทำบริการขนส่งสาธารณะให้ คงต้องรอราว 12 ปี กว่าจะศึกษา หาคนมาลงทุน


“ที่ขอนแก่น เอกชนจึงร่วมกับภาคประชาสังคมและราชการส่วนท้องถิ่น ทำโมเดลคล้ายบริษัทกรุงเทพธนาคม โดยได้รับอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทยให้จัดตั้งบริษัทเอกชนภายใต้การดูแลของ 5 เทศบาลขอนแก่น ชื่อบริษัทขอนแก่นทราสซิสซิสเต็ม หรือ เคเคทีเอส เพื่อทำบริการสาธารณะตอบความต้องการของท้องถิ่นได้ตรงและรวดเร็ว  ซึ่งโมเดลนี้กำลังจะเกิดขึ้นกับอีก 12 เมืองในประเทศไทย” นายสุรเดช กล่าว  

รัฐไม่หนุนขนส่งสาธารณะต่างจังหวัดทำประชาชนต้องซื้อรถเอง-อุบัติเหตุสูง  


นายสุเมธ องค์กิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐสนับสนุนเงินทุนด้านขนส่งสาธารณะให้กับกรุงเทพฯ มากกว่าต่างจังหวัด ขณะที่ต่างจังหวัดเป็นรถสองแถวที่เอกชนดำเนินการเอง รัฐไม่เคยสนับสนุน ประชาชนจึงต้องยอมซื้อรถเพื่อสัญจรได้สะดวก ปัญหาจึงมีทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายของประชาชนและเรื่องอุบัติเหตุ ท้องถิ่นจึงต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไข


“แต่ท้องถิ่นก็ยังมีปัญหาการจัดเก็บรายได้ไม่เพียงพอ ราชการส่วนกลางก็ไม่อยากให้กู้ อีกปัญหาคือ ท้องถิ่นยังมองเป็นแค่โครงการ ไม่ได้มองเป็นระบบทั้งหมด หมายความว่า หากจัดทำรถไฟฟ้าเพื่อให้เดินทางสะดวก ก็ต้องพัฒนาทางเท้าระหว่างเดินไปขึ้นสถานีด้วย” นายสุเมธ กล่าว  

สนข.ห่วงท้องถิ่นงบ-ศักยภาพไม่พอ 

 

นางวิไลรัตน์ ศิริโสภณศิลป์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า มี 6 เมือง ที่สามารถจัดทำระบบรถรางได้อย่างเชียงใหม่และขอนแก่น แต่ท้องถิ่นแห่งอื่น ๆ ยังน่าห่วงเรื่องงบประมาณ และศักยภาพการดูแลระบบรถขนส่งสาธารณะ ส่วนขอนแก่นเสนอการพัฒนาพื้นที่รอบขนส่งมวลชนเพื่อให้เกิดการผสมผสานการใช้ประโยชน์ของที่ดิน และส่งเสริมการใช้ขนส่งมวลชนไปพร้อมกันหรือที่เรียกว่าทีโอดีซึ่งสนข.กำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่  


เสนอส่วนกลางอุดหนุนเงินครึ่งต่อครึ่ง


ด้าน นายธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโสทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การจะเปลี่ยนผ่านให้ท้องถิ่นจัดทำโครงสร้างพื้นฐานบริการสาธารณะได้ ต้องทำให้ท้องถิ่นมีศักยภาพและมีเงินทุน ฉะนั้นท้องถิ่นอาจจะต้องหาทุนได้เองก่อน 50% อาจมาจากการระดมทุนจากภาคประชาชน มีระบบตรวจสอบและการคำนวณจุดคุ้มทุน และให้เอกชนเข้ามาร่วมทุน อีกส่วนราชการส่วนกลางก็เข้ามาหนุน 50% น่าจะเป็นแนวทางที่เป็นไปได้  

ชี้ต้องทำสถานะกฎหมายบริษัทลูกเอกชนร่วมท้องถิ่นให้ชัด


นายศุภสวัสดิ์ ชัชวาล คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาบทบาทของท้องถิ่นในการจัดบริการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เกิดขึ้นน้อยมากเพราะคาบเกี่ยวหลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้  เทศบาลจะมีศักยภาพเพียงพอหรือไม่ หรือควรจะให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เป็นคนดูแล จึงจะมีศักยภาพมากกว่า อีกประการคือ บริษัทลูกที่คล้ายกับบริษัทกรุงเทพธนาคมนี้ แม้จะสร้างขึ้นเพื่อให้สามารถเกิดความคล่องตัวในการทำงาน แต่จะอยู่ภายใต้กฎหมายใดระหว่างมหาชนกับเอกชน ที่ผ่านมากรุงเทพธนาคมก็มีปัญหาเช่นนี้


“อยากเห็นขอนแก่นโมเดลเป็นโครงการตัวอย่าง แต่กว่าจะสำเร็จได้คงต้องใช้เวลาอีกหลายขั้นตอนและไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องด้วยระเบียบข้อบังคับ กำหนดต่าง ๆ ทั้งขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น มหาดไทย หรือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ลำพังแค่การอนุมัติจัดตั้งบริษัทลูกขอนแก่นทำได้ แต่ที่อื่นอาจจะเป็นเรื่องยาก” นายศุภสวัสดิ์ กล่าว

 

‘ขอนแก่นโมเดล’แจงท้องถิ่นออกเทศบัญญัติรับรองแล้ว


ขณะที่นางศุภวัฒนากร วงศ์ธนวสุ คณบดีวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ขอนแก่นโมเดลเปิดให้ทุกภาคส่วนทั้งประชาชน อบต. เทศบาล มหาวิทยาลัย นักธุรกิจ เข้ามาร่วมพูดคุยการสร้างเมืองให้สามารถจัดการตนเองได้ซึ่งตอนนี้กลายเป็นสภาเมืองขอนแก่น  และไม่ได้จัดตั้งบริษัทลูกที่มีระบบเหมือนกรุงเทพธนาคมร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นเพียงวิสาหกิจที่ดำเนินการแทนรัฐ ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ มีการออกเทศบัญญัติและการระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างเป็นของตัวเอง ทำให้มีความคล่องตัวมากกว่า 

 

“ส่วนงบประมาณ ต้องดูเชิงโครงสร้างด้วยว่าเอื้อต่อการเพิ่มรายได้ตรงนี้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมากฎหมายไม่เอื้อให้ท้องถิ่นเก็บเงินเอง หรือเก็บได้ก็ต้องเอาไปใช้จ่ายในเรื่องอื่น ๆ เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ นมโรงเรียน ฯลฯ” นางศุภวัฒนากร กล่าว 






เรื่องและภาพโดย นักศึกษาวารสารและหนังสือพิมพ์ ชั้นปีที่ 3 รุ่น 9

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)