เจาะระบบเอาผิดครูละเมิดทางเพศ ผู้บริหาร-เขตการศึกษาช่วยปกป้อง ขอจ่ายเงิน-ข่มขู่-มัดมือแต่งงานแลกไม่เอาความ

2 กุมภาพันธ์ 2561 | อ่านแล้ว 840 ครั้ง    


ผู้บริหาร-เขตการศึกษาช่วยป้องครูละเมิดทางเพศนักเรียน ขอจ่ายเงิน-ข่มขู่-มัดมือแต่งงานแลกไม่เอาผิด ถ้าสกัดไม่ได้ หลุดเข้าสู่ขั้นสอบวินัยใช้เวลา 8 เดือนแถมไม่กำหนดเส้นตายตัดสิน สถิติชี้ชัด 5 ปีหลังปีละ 30 ราย แต่ถอนใบประกอบแค่ 4 ราย สะท้อนระบบตรวจสอบล่มสลายทำครูหัวงูย่ามใจก่อเหตุซ้ำซาก


“หลังเกิดเหตุ 4 เดือน ก็เริ่มมีข่าวลือ ครูฝ่ายปกครองเรียกดิฉันกับครูที่กระทำมาถามข้อเท็จจริง ดิฉันไม่อยากตอบเพราะครูคนนั้นนั่งอยู่ด้วย และกลัวว่าครูฝ่ายปกครองจะไม่เชื่อ”


เมื่อ 7 ปีที่แล้ว เด็กหญิงคนหนึ่งในโรงเรียนชื่อดังย่านปริมณฑล ขณะนั้นอายุ 14 ปี ถูกกระทำชำเราในห้องว่างภายในโรงเรียนช่วงหลังเลิกเรียน หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ คณะผู้บริหารโรงเรียนเรียกเธอเข้าไปถามย้ำอีกครั้ง เธอยืนยันว่า ถูกกระทำจริง ถัดมา 3 วัน ทราบว่า โรงเรียนสั่งให้ครูคนดังกล่าวหยุดสอน แต่จากนั้นไม่นาน ภรรยาของครูคนนี้ย้ายเข้ามาสอนที่โรงเรียนและมาพูดกับเธอให้ไปบอกกับครูฝ่ายปกครองว่า เต็มใจมีเพศสัมพันธ์ มิเช่นนั้นจะบีบให้ออกจากโรงเรียนให้ได้ สุดท้ายเธอย้ายโรงเรียนเพราะอับอาย และรู้สึกว่าโรงเรียนไม่อำนวยความยุติธรรม ต่อมาทราบว่า ครูคนนี้ย้ายไปสอนที่โรงเรียนอีกแห่ง


ไม่ต่างจากมารดาของเด็กหญิงวัย 14 ปี ในจังหวัดอุดรธานี เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ว่า ได้ร้องเรียนว่า ลูกสาวโดนจับหน้าอก แต่ผ่านไป 1 เดือน เรื่องยังเงียบ


“รองผู้อำนวยการบอกแค่ว่า เขาทำแบบนี้กับคนอื่นด้วย และให้เด็กระวังตัว ดิฉันจึงไปแจ้งตำรวจ ระหว่างที่มีการดำเนินคดี เพื่อนครูรวมเงินไปประกันตัวทำให้เขายังสอนที่เดิม ผ่านไป 1 ปี ถึงมีการย้ายให้ไปช่วยงานในเขตการศึกษา” ผู้ปกครอง ระบุ 


เธอบอกอีกว่า เพื่อนลูกถูกกระทำชำเราไปแล้ว 1 คน และอีกคนโดนชวนเข้าห้อง และได้ยินมาว่า ก่อนย้ายมาที่นี่ เคยก่อเหตุลวนลามนักเรียนมาแล้ว


เช่นเดียวกับเด็กหญิงคนหนึ่งในจังหวัดร้อยเอ็ดที่ขณะนั้นอายุ 14 ปี ถูกครูกระทำชำเรา ป้าของเธอเปิดเผยว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนขอไม่ให้แจ้งความ ก่อนที่ครูผู้ก่อเหตุจะพาภรรยาที่เป็นครูโรงเรียนเดียวกันและพ่อตาที่มีตำแหน่งใหญ่ในพื้นที่มาไกล่เกลี่ยที่บ้าน และจ่ายเงินชดเชย 70,000 บาท ตอนนี้เขาก็สอนที่นี่เหมือนเดิม


ยังมีอีก 16 กรณี ที่หนังสือพิมพ์ลูกศิลป์สืบค้นเหตุการณ์การถูกล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของรัฐ ช่วงเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน ที่ผ่านมา จนได้สัมภาษณ์ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากผู้ถูกกระทำไม่ประสงค์ให้ไปพบหน้า แต่ทั้งหมดระบุว่า ไม่ได้ร้องเรียนเพราะอับอาย และเชื่อว่า โรงเรียนจะไม่จัดการให้

เผยผู้บริหารปกป้องกันเอง ให้เงิน-แต่งงาน

ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า ที่เพชรบูรณ์มักเกิดเหตุในโรงเรียนนอกเขตอำเภอเมือง ส่วนมากเป็นการแตะเนื้อต้องตัว กอด จับหน้าอก ไม่ถึงขั้นกระทำชำเรา และเกิดกับนักเรียนมัธยม ส่วนมากเป็นช่วงมีกิจกรรมแล้วเลิกดึก ครูผู้ชายที่มีฝีมือก็ให้เด็กมาฝึกซ้อมกีฬาสี หรือตอนเข้าค่ายลูกเสือ ดึก ๆ ก็เรียกมากอด


“พอเรื่องแดง ผู้อำนวยการจะเรียกครูมาสอบถามแล้วก็บอกให้ไปเคลียร์กันเองหรือช่วยเคลียร์กับผู้ปกครองด้วย มักจบด้วยการจ่ายค่าชดเชยหลักหมื่น ไม่ถึงขั้นตั้งกรรมการสอบ หากเรื่องดังขึ้นหน่อย เขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดจะเข้ามาไกล่เกลี่ย อย่างมากจบโดยผูกข้อมือ ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ไม่ได้จัดงานแต่งงาน แล้วก็สนับสนุนค่าใช้จ่ายให้นักเรียน ชาวบ้านเองก็ยังให้เกียรติครู จึงไม่ได้เล่นงานกันถึงขั้นเอาออก แค่ให้ย้ายออกถือว่าแรงสุดแล้ว แต่ก็แทบจะไม่มี” แหล่งข่าว ระบุ


ด้าน ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า ได้ยินเรื่องครูล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนในจังหวัดทุกปี แต่เมื่อผู้ปกครองร้องมายังโรงเรียน ผู้บริหารมักจะดึงเรื่องไม่ตั้งกรรมการสอบและให้ไปไกล่เกลี่ยกัน เรื่องก็จบไปอย่างเงียบ ๆ


“ถ้าไม่เป็นข่าว แม้เรื่องจะถึงเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัด แต่เขาจะบล็อกแล้วให้ครูไปเคลียร์กับผู้ปกครอง มีทั้งจ่ายเงินประมาณ 200,000 บาท หรือจบกันด้วยการแต่งงาน บางโรงเรียนผู้อำนวยการทำเสียเองด้วย” ผู้อำนวยการคนดังกล่าว ระบุ   

ร้องเรียน 100 เรื่องต่อปี ส่วนใหญ่เจอครูขู

นางวาสนา เก้านพรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนนักเรียนถูกครูล่วงละเมิดทางเพศประมาณ 100 เรื่องต่อปี ส่วนใหญ่โรงพยาบาลจะรายงานมา มีหลักฐานแน่ชัดเป็นผลตรวจร่างกาย

“มูลนิธิได้เข้าร่วมเป็นกรรมการร่วมสืบหาข้อเท็จจริงด้วยพบว่า แทบจะทั้งหมด นักเรียนจะถูกข่มขู่จากครูผู้ก่อเหตุ และพบว่า ครูแทรกแซงมาที่พ่อแม่ เช่น เสนอแต่งงานกับนักเรียนที่ถูกกระทำจนตั้งครรภ์ หรือเสนอจ่ายเงินแลกกับการไม่แจ้งความ รวมถึงขู่เด็กและผู้ปกครองว่า จะฟ้องกลับ จึงเชื่อได้ว่า ยังมีกรณีอื่น ๆ ที่ไม่มีการแจ้งมา หรือมีการไกล่เกลี่ยกันให้ยอมความ หรือถูกขู่จนไม่กล้าแจ้งความอีกเป็นร้อยกรณีซึ่งไม่ได้ถูกบันทึกไว้” นางวาสนา กล่าว

ขั้นตอนสอบสารพัดยื้อ ลงโทษจริงรอ 10 ปี

ผู้สื่อข่าวตรวจสอบขั้นตอนการดำเนินการต่อครูผู้กระทำผิด พบว่า ทำได้ 3 ทางคือ 1) ดำเนินการทางวินัยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 2) ดำเนินการทางจรรยาบรรณผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และ 3) ดำเนินการตามกฎหมาย


ทั้งนี้การดำเนินการทางวินัย ระเบียบคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ. 2550 กำหนดว่า ให้อนุกรรมการก.ค.ศ.ดําเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน ก่อนที่จะส่งสำนวนมาให้ก.ค.ศ.ตัดสิน แต่อนุกรรมการฯ ขอขยายระยะเวลาได้ตามความจําเป็นครั้งละไม่เกิน 60 วัน และถ้าไม่แล้วเสร็จภายใน 240 วัน ก็ขอยืดต่อไปอีกได้โดยไม่มีกำหนด



ครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี ให้ข้อมูลว่า ในความเป็นจริง ขั้นตอบสอบวินัยใช้เวลานานมาก กว่าจะทำให้ครูออกจากราชการได้ใช้เวลากว่า 10 ปี ระหว่างนี้ครูจะเลือกไปสอนในโรงเรียนที่ห่างไกลก็ได้


นายธีรทัศน์ ทางทอง นิติกรชำนาญพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี ยอมรับว่า ถ้าโรงเรียนปิดข่าวเงียบ เรื่องก็จบภายในสถานศึกษา เขตฯ ไม่มีวันรู้ ยกเว้นจะเป็นข่าว

สถิติชี้ 5 ปีละเมิดเกือบ 200 ราย แต่ถอนใบครูแค่ 4 คน

รายงานก.ค.ศ. กลุ่มวินัยและนิติการ ปีงบประมาณ 2554-2559 ระบุว่า มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ถูกดำเนินการทางวินัยที่ยุติแล้วในความผิดฐานชู้สาว อนาจาร และล่วงละเมิดทางเพศ 190 คน


ขณะที่รายงานสถิติการรับเรื่องร้องเรียนของศูนย์บริการช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง หรือ ศูนย์พึ่งได้ ตั้งแต่ปี 2556-2560 ระบุว่า ได้ช่วยเหลือเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศที่เกิดเหตุในโรงเรียน 879 แห่ง มีผู้กระทำเป็นครูจำนวน 168 คน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ระบุว่า ครูประพฤติชู้สาวกับนักเรียน หรือ มีความผิดทางเพศ เช่น ข่มขืนกระทำชำเรา ต้องถูกถอนหรือพักใช้ใบประกอบวิชาชีพ แต่รายงานสรุปผลการดำเนินการพฤติกรรมประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพตั้งแต่ปีงบประมาณ 2554-2560 คุรุสภา ระบุว่า เพิกถอนใบประกอบวิชาชีพไปแล้ว 4 คน และพักใช้ใบประกอบวิชาชีพ 10 คน

 

นักวิชาการชี้สะท้อนระบบตรวจสอบล่ม ทำครูก่อเหตุซ้ำซาก

นางสาววราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถีศึกษา กล่าวว่า ประเทศไทยมีขั้นตอนสอบสวนการละเมิดทางเพศล่าช้าและยืดเยื้อ สะท้อนวัฒนธรรมเรื่องเพศที่ไม่คุ้มครองผู้ถูกละเมิด ทำให้ผู้ถูกกระทำไม่กล้าเปิดเผย ส่งผลต่อการล่วงละเมิดทางเพศยังคงมีอยู่


“พฤติกรรมช่วยกันปกปิด ช่วยกันไกล่เกลี่ย ทำให้การล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ต้องแก้ไขตั้งต้นที่คุ้มครองสิทธินักเรียน และจัดการครูผู้ก่อเหตุอย่างเด็ดขาด” นางสาววราภรณ์ กล่าว


นางเกศธิดา เขียวสอาด  ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ คุรุสภา ชี้แจงว่า เคยขอความร่วมมือก.ค.ศ.และสพฐ.ให้ส่งเรื่องมา แต่ก็ไม่ค่อยส่งมา คุรุสภาจึงไปตรวจสอบไม่ได้เพราะอยู่นอกเขตอำนาจ นอกจากจะมาร้องกับคุรุสภาโดยตรง

อ้างคำสั่งคสช.ปลดบอร์ดคุรุสภา ทำเรื่องตกค้าง

นางสาวบัณฑิตตา จินดาทอง นิติกรเชี่ยวชาญ รักษาการผู้อำนวยการกลุ่มกำกับดูแลจรรยาบรรณวิชาชีพ สำนักจรรยาบรรณวิชาชีพและนิติการ คุรุสภา ชี้แจงว่า ปี 2559-2560 มีเรื่องครูละเมิดทางเพศนักเรียนค้างพิจารณา เพราะไม่มีคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ที่จะมาเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพครู เนื่องจากคำสั่ง คสช. ที่ 7/2558 วันที่ 17 เมษายน 2558 ให้ปลดกรรมการคุรุสภาซึ่งเป็นคนตั้งกมว.
 

ก.ค.ศ.ยึดระเบียบ-สอบวินัยไม่มีเส้นตาย

ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์สอบถามนายสนิท แย้มเกษร ผู้ช่วยเลขาธิการสพฐ. ถึงนโยบายการแก้ปัญหาเด็กถูกครูละเมิดทางเพศ ได้มอบหมายให้นายธีร์ ภวังคนันท์ ผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน สพฐ. เป็นผู้ชี้แจง


ด้าน นายธีร์ กล่าวว่า ระยะเวลาการสอบครูล่วงละเมิดทางเพศนักเรียน ถ้ามีผู้เสียหายมากก็จะสืบพยานนาน เช่น กรณีผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคเหนือลวนลามเด็กนักเรียน ใช้ระยะเวลาประมาณ 4 เดือน แต่ระหว่างสอบสวนก็จะย้ายนักเรียนไปเรียนที่อื่นตามความสมัครใจ


ขณะที่ นางปราณี ศิวารมณ์ รองเลขาธิการก.ค.ศ. ชี้แจงว่า ก.ค.ศ.มีหน้าที่ตรวจสอบสำนวนจากกรรมการสอบสวน ก่อนที่จะตัดสินวินัยครู และส่งไปให้คุรุสภาถอดใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งความล่าช้าเกิดจากระเบียบเปิดช่องให้อนุกรรมการก.ค.ศ.ขยายเวลาสืบสวนได้คราวละ 60 วัน เช่น ลงพื้นที่แล้วไม่พบพยาน หรือครูผู้ถูกสอบยื่นเรื่องอุทธรณ์คำตัดสิน นอกจากนี้ อนุกรรมการที่ตั้งขึ้นอาจไม่ชำนาญทางกฎหมาย ทำให้สอบไม่ครบทุกประเด็นจึงต้องสอบใหม่ ที่สำคัญระเบียบไม่ได้กำหนดเวลาสิ้นสุดให้ชัดเจน ทำให้เรื่องโดนขยายเวลาไปเรื่อย ๆ





เรื่องและภาพโดย นักศึกษาวารสารและหนังสือพิมพ์ ชั้นปีที่ 3 รุ่น 9

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)