เปิดขั้นตอนโรงเรียนเอกชนจัดการครูละเมิดทางเพศ แค่ให้ลาออก-ไม่ส่งเรื่องถอดใบประกอบวิชาชีพ

8 กุมภาพันธ์ 2561 | อ่านแล้ว 527 ครั้ง    


“เคยถูกครูจับต้นขาระหว่างเรียน พอพ่อไปร้องผู้อำนวยการให้ตรวจสอบ วันรุ่งขึ้นโรงเรียนแค่ย้ายครูคนนี้จากหมวดวิชาดนตรีไปอยู่ฝ่ายปกครอง แล้วก็ไม่มีท่าทีอย่างอื่นเลย”


เมื่อ 5 ปีที่แล้ว นักเรียนหญิงคนหนึ่งในโรงเรียนเอกชนย่านนนทบุรี ประสบเหตุถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่โรงเรียนก็ไม่ทำอะไรมากไปกว่าย้ายครูไปอีกแผนก จนเธอต้องย้ายโรงเรียนเพราะหวาดกลัว             

ส่วนนักเรียนหญิงอีกคนหนึ่งในโรงเรียนเอกชนชื่อดังของจังหวัดนครสวรรค์ ถูกครูสอนคอมพิวเตอร์ตั้งกล้องแอบถ่ายใต้กระโปรงในห้องเรียน เมื่อ 2 ปีที่แล้ว พอถูกจับได้ โรงเรียนก็แค่ย้ายครูคนดังกล่าวไปสอนในโรงเรียนเอกชนอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กัน


-
“ที่นี่ไม่มีเรื่องครูถ่ายคลิปฉาว”
ผู้อำนวยการของโรงเรียนที่เกิดเหตุปฏิเสธทันทีก่อนที่ทีมข่าวจะเอ่ยปากถาม
-
 
เช่นเดียวกับผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชนที่รับครูคนดังกล่าวไปสอน ยืนยันว่า “รู้จักครูในจังหวัดทุกคน ถ้ามีเหตุร้ายแรงแบบนี้เกิดขึ้นก็ต้องทราบแล้ว”

เหตุครูล่วงละเมิดทางเพศนักเรียน ถ้าไม่ปรากฏเป็นข่าวตามหน้าสื่อ โรงเรียนและผู้บริหารก็มักปกปิด ไกล่เกลี่ยให้ยอมความ กระทั่งช่วยเหลือรับรอง ไม่ตั้งกรรมการสอบสวนทำให้ครูเหล่านี้ยังสอนหนังสือในโรงเรียนต่อไปได้ 

โรงเรียนไม่ดำเนินการใด ๆ บางแห่งขอให้ไม่เอาความเพื่อกลัวเสียชื่อเสียง

หนังสือพิมพ์ลูกศิลป์ใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์เสาะหา จนได้สัมภาษณ์นักเรียนและผู้ปกครองของนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ 6 กรณีในภาคกลาง ทั้งหมดบอกตรงกันว่า เคยร้องผู้บริหารโรงเรียนเพื่อเอาเรื่องแต่ปรากฏว่า โรงเรียนไม่ดำเนินการใด ๆ บางแห่งผู้บริหารติดต่อขอให้ไม่เอาความเพื่อไม่ให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง

“ครูมาหอมมือลูกสาวของดิฉันที่เรียนประถม บอกว่า หน้าเหมือนแฟนเก่า พอดิฉันร้องไปยังผู้อำนวยการก็โดนหัวเราะใส่ บอกว่าไม่น่าจะใช่เรื่องจริง” ผู้ปกครองนักเรียนหญิงโรงเรียนเอกชนในกรุงเทพฯ รายหนึ่ง เล่า

ขณะที่อีก 13 กรณีในกรุงเทพฯ นักเรียนที่ถูกกระทำบอกตรงกันว่า ตัดสินใจไม่เล่าให้คนอื่นฟังว่าโดนครูลูบไหล่ ลูบแขนขา เพราะไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าไปร้องเรียน ผู้บริหารก็คงไม่ดำเนินการอะไร
    
ขณะเดียวกัน เมื่อสอบถามขั้นตอนการดำเนินการเอาผิดครูล่วงละเมิดทางเพศนักเรียน กับโรงเรียนเอกชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล กว่า 10 แห่ง ผู้อำนวยการและครูในโรงเรียนบอกตรงกันว่า โรงเรียนจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในเพื่อค้นหาความจริง หากพบว่า ครูกระทำผิดจริง จะไกล่เกลี่ยขอไม่ให้แจ้งความ แต่จะขอให้ครูคนนั้นลาออกหรือไล่ออกทันที



ไม่เด็ดขาดถึงขั้นยื่นเรื่องให้ภาครัฐถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

ดวงตา แต่งสกุล ฝ่ายสำนักงานอธิการ โรงเรียนลาซาลโชติรวีนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ยอมรับว่า กรรมการบริหารโรงเรียนจะสอบสวนหาหลักฐานจากการถามนักเรียนและครูที่อยู่ในเหตุการณ์ หากพบว่า ครูก่อเหตุจริง จะเชิญครูคนนั้นออก แต่จะไกล่เกลี่ยกับผู้ปกครองให้จบแค่ในโรงเรียน หากผู้ปกครองยังไม่พอใจ ก็เป็นสิทธิที่จะไปดำเนินการตามกฎหมาย แต่โรงเรียนจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่ได้ยื่นเรื่องถอดถอนใบประกอบวิชาชีพ

เช่นเดียวกับโรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ กรุงเทพฯ ยุทธดนัย พิทักษ์อรรณพ หัวหน้างานวัดผลและประเมินผล อธิบายว่า หากสอบสวนแล้วพบว่าครูกระทำผิดจริงจะให้ครูลาออก

“จากนั้นโรงเรียนจะส่งเรื่องไปที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เพียงแต่ไม่ระบุสาเหตุในการลาออกที่ชัดเจนเท่านั้น”

ขณะที่ ภราดาวินัย วิริยวิทยาวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์คาเบรียล กล่าวว่า โรงเรียนในเครือยึดคู่มือนโยบายปกป้องคุ้มครองเด็ก/เยาวชน ค.ศ.2016 สำหรับเเขวงประเทศไทย เป็นแนวปฏิบัติ กล่าวคือ จะตรวจสอบข้อเท็จจริงและลงโทษครูตามระเบียบ ขั้นสูงสุดคือ ไล่ออก แต่ไม่มีการส่งรายชื่อครูกระทำผิดไปให้โรงเรียนอื่นในเครือ

“ไม่จำเป็นต้องแจ้งรายชื่อครูที่กระทำผิดให้โรงเรียนในเครือ เพราะไม่มีผลอะไร เราประชุมแบ่งปันข้อมูลกันทุกเดือนอยู่แล้ว ส่วนจะต้องแจ้งสช. หรือไม่ ก็แล้วแต่ความจำเป็น”

นอกจากไม่ดำเนินการขั้นเด็ดขาดถึงขั้นยื่นเรื่องให้ภาครัฐถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ อีกด้านหนึ่งยังพบด้วยว่า การตรวจสอบประวัติครูที่จะเข้ามาสอนเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยนั้น โรงเรียนเอกชนบางแห่งทำเพียงสุ่มตรวจ

ศิวารมย์ ศิริภาพ ผู้อำนวยการโรงเรียนโพฒิสารศึกษา จังหวัดนครสวรรค์ บอกว่า การรับครูใหม่จะเน้นความสามารถในการสอน และสอบสัมภาษณ์ หากครูไม่มีใบประกอบวิชาชีพก็จะไปขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพชั่วคราวให้ และจัดอบรมด้านความประพฤติเชิงชู้สาว การแต่งตัว และหนี้สินในวันปฐมนิเทศ

“กรณีย้ายมาจากโรงเรียนอื่น ถ้าสนิทกับโรงเรียนนั้นก็จะโทรไปสอบถามสาเหตุที่เขาลาออกมา ถ้าไม่สนิทก็ไม่ตรวจสอบ” ผู้บริหารโรงเรียนระบุ

ไม่พบ
หน่วยงานรัฐที่ระบุภารกิจรับผิดชอบกรณีครูเอกชนล่วงละเมิดทางเพศ

สิริมา ไทรแก้ว นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ สช. อ้างว่า สช.ไม่มีหน้าที่ตรวจสอบครูโรงเรียนเอกชนล่วงละเมิดทางเพศ
เธอบอกอีกว่า ทำงานมา 39 ปี ยังไม่เคยรับเรื่องร้องเรียนครูโรงเรียนเอกชนล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนแม้แต่รายเดียว และเท่าที่ทราบ หากเกิดเรื่อง ผู้ปกครองจะร้องเรียนตรงไปยังศึกษาธิการจังหวัด และจะมีนิติกรจากคุรุสภามาตรวจสอบถอดถอนใบประกอบวิชาชีพ

ส่วน เกศธิดา เขียวสอาด ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ คุรุสภา ระบุว่า ไม่ค่อยมีกรณีถอดถอนใบประกอบวิชาชีพครูโรงเรียนเอกชน เพราะสช.หรือโรงเรียนไม่เคยส่งเรื่องเข้ามา คุรุสภาจะทราบและเข้าไปจัดการได้ต่อเมื่อปรากฏเป็นข่าวในสื่อหรือผู้ปกครองแจ้งมาโดยตรง

สอดคล้องกับที่ บัณฑิตตา จินดาทอง  นิติกรเชี่ยวชาญ รักษาการผู้อำนวยการกลุ่มกำกับดูแลจรรยาบรรณวิชาชีพ สำนักจรรยาบรรณวิชาชีพและนิติการ คุรุสภา เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน มีการถอดใบประกอบวิชาชีพครูโรงเรียนเอกชนมาแล้วเพียง 4 ราย

มีคำชี้แจงจาก ธีร์ ภวังคนันท์ หัวหน้าศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียน (ฉก.ชน.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ระบุว่า ศูนย์เฉพาะกิจฯ เริ่มจัดทำระบบฐานข้อมูลการคุ้มครองนักเรียนตั้งแต่ปี 2558 แล้ว โดยรวบรวมข้อมูลของครู และบุคลากรทางการศึกษาที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อนักเรียนในทุกกรณี เพื่อตรวจสอบข้อมูล และป้องกันไม่ให้ครูกลับมากระทำผิดซ้ำ ซึ่งกำลังทำเป็นระบบดิจิทัลให้ง่ายต่อการตรวจสอบ แต่ยังขาดแคลนบุคลากรมาดำเนินการย้ายข้อมูลเข้าระบบ

ขณะที่ พะโยม ชิณวงศ์ เลขาธิการ สช. ชี้แจงว่า โรงเรียนเอกชนเป็นนิติบุคคลจึงมีอำนาจตรวจสอบและเอาผิดครูในโรงเรียนได้อย่างสมบูรณ์ ครูที่กระทำผิดมักจะถูกไล่ออกทันที และสช.จะส่งให้คุรุสภาพิจารณาความผิดทางจรรยาบรรณ ซึ่งแตกต่างจากโรงเรียนรัฐที่มีกระบวนการสอบสวนหลายขั้นตอนและใช้เวลานาน

“หากโรงเรียนไม่ดำเนินการ ผู้เสียหายต้องแจ้งความ หรือร้องเรียนมาที่สช. หรือศึกษาธิการจังหวัดโดยตรง แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีเรื่องดังกล่าว ที่มีก็คลี่คลายเรียบร้อยดี สช.ดูข้อมูลของแต่ละโรงเรียนอยู่บ้าง ถ้าเกิดเรื่องบ่อยก็จะมีนโยบายไปที่โรงเรียน” เลขาธิการ สช. ระบุ



เรื่องและภาพโดย นักศึกษาวารสารและหนังสือพิมพ์ ชั้นปีที่ 3 รุ่น 9

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)