“เขาหาว่าผมทำผิด”

20 กุมภาพันธ์ 2561 | อ่านแล้ว 381 ครั้ง    

“การตกเป็นแพะในสังคมไทย เป็นอะไรที่ง่ายมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เพราะระบบงานความยุติธรรมขาดการตรวจสอบและแสวงหาข้อเท็จจริง


สฤษดิ์ จั่นทอง หรือ บอย อดีต “แพะ” คดีข่มขืนแหม่มชาวแคนาดา ตอบคำถามเราที่ว่า “การตกเป็นแพะง่ายนั้นจริงหรือ”


“กรณีของผม เจ้าหน้าที่ชั้นสอบสวนไม่ได้พิสูจน์หาหลักฐานเพิ่มเติม แต่ปักใจเชื่อพยานและหลักฐานจากคำให้การเพียงอย่างเดียว ทั้งที่ความเป็นจริงผมไม่เคยไปสถานที่เกิดเหตุเลยด้วยซ้ำ” เขายืนยัน 


การตกเป็นแพะในกระบวนการยุติธรรมที่ผิดพลาด ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ตัวเขา แต่ยังสะเทือนไปถึงบุคคลรอบข้าง ครอบครัว พี่น้อง ของเขาด้วย  


ที่เลวร้ายที่สุดคือการตกเป็นจำเลยของสังคมด้วยความผิดที่ไม่ได้ก่อ


“ฝันร้ายของแพะรับบาปคือการตกเป็นเหยื่อของความผิดพลาดโดยไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ ทำให้แพะตกอยู่ในชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” 


สฤษดิ์ เล่าถึงวันที่ตัวเขาต้องเผชิญสถานการณ์นั้น


เขาบอกต่อว่า ปัญหาแพะรับบาปยังนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย มากกว่าคนทั่วไปจะรับรู้นั่นคือ ความสัมพันธ์ในครอบครัว การยอมรับจากสังคม สุขภาพและจิตใจ ปัญหาหนี้สิน


“การที่เราจับแพะมาหนึ่งคน นอกจากจะสร้างความเจ็บปวดให้กับตัวผู้บริสุทธิ์แล้ว ก็ยังส่งผลต่อบุคคลรอบข้างด้วยเช่นกัน อย่าลืมว่า บุคคลเหล่านั้นก็มีครอบครัว มีหน้าที่การงาน มีหน้าตาในสังคม มีภาระที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งสภาวะความเครียดและความกดดัน ค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวที่หายไป รวมถึงค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี”


สฤษดิ์ มีภรรยา ลูก พ่อ แม่ พี่ น้อง ซึ่งได้รับผลกระทบจากการตกเป็นแพะด้วย 


เขาบอกว่า ภรรยาที่รักษาตัวหายจากโรคมะเร็งมาหลายสิบปี แต่กลับต้องมาเป็นซ้ำ เนื่องด้วยภาวะความเครียดที่สะสม และหลังการผ่าตัดรักษาครั้งล่าสุดก็ส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงตลอดชีวิต คืออาการยกแขนไม่ขึ้น จึงทำให้ต้องไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาทุก ๆ 3 เดือน


“ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็เปลี่ยนไปครับ จากเดิมที่ไม่มีความลับต่อกันก็ต้องปิดบังซึ่งกันและกัน การใช้ชีวิตประจำวันทุกอย่างเต็มไปด้วยความอึดอัด อย่างกรณีคดีข่มขืนถือว่าเป็นคดีที่ไม่น่าฟังสักเท่าไร โดยเฉพาะการมีลูกสาวก็ยิ่งยากที่จะทำความเข้าใจกัน” 


เมื่อตกเป็นแพะรับบาปก็ถือว่าแย่แล้ว แต่ยังมีสิ่งที่เลวร้ายกว่า คือการตกเป็นจำเลยของสังคม ทั้งถูกประณาม เหยียดหยามเกรียติและศักดิ์ศรี


เขาบอกว่า การที่คนในสังคมตัดสินว่าคนหนึ่งคนเป็นคนเลวนั้น ไม่ใช่เรื่องตลก หรือเป็นเรื่องที่จะยอมรับกันได้ง่าย ๆ ทำให้ชีวิตผู้บริสุทธิ์และครอบครัวตัดสินใจตัดขาดจากโลกภายนอก เพียงเพราะคำดูถูกดูแคลน 


ที่แย่ไปกว่านั้นคืออาจถึงขั้นตัดสินใจจบชีวิตลง


“ความรู้ที่เราได้รับตามสื่อถึงขั้นตอนการต่อสู้คดีนั้นไม่สามารถใช้จริงได้เลย เส้นทางการต่อสู้ของแพะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด มีแต่อุปสรรคเต็มไปหมด” เขาย้ำ 


การยืนยันความบริสุทธิ์ไม่ง่ายเหมือนกับการตกเป็นแพะ


เขาบอกว่า ทุกวันนี้ในกระบวนการคดีอาญา การพิสูจน์ตนเองเป็นเรื่องยาก เอกสารหลักฐานที่สามารถใช้ในการต่อสู้ได้ก็ต้องเป็นของราชการเท่านั้น เพราะถือว่ามีความน่าเชื่อถือสูง ต่างจากเอกสารหลักฐานของเอกชน หรือเอกสารหลักฐานระหว่างบุคคลที่สามารถจัดทำขึ้นมาเองได้ 


หมายความว่า กรณีของบุคคลธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการ ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากต่อการหาหลักฐานและพยานมายืนยันความบริสุทธิ์


“ผมจำเป็นต้องใช้หลักฐานหนังสือการเซ็นต์คืนแผ่นป้ายทะเบียนเพื่อนำไปยื่นต่ออัยการ แต่สุดท้ายทางกรมขนส่งก็ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ เนื่องจากเอกสารดังกล่าวเป็นความลับของทางราชการ จึงไม่สามารถเบิกนำไปประกอบหลักฐานได้”


ประโยคหนึ่งที่ผู้ต้องหามักได้ยินจนชินหูคือ ‘ถ้าคุณไม่ผิดก็ไปสู้ในชั้นศาลจะกลัวอะไร’ 


เขาบอกว่า คำ ๆ นี้ ได้ทำให้ใครต่อใครหลายคนตกอยู่ในชะตากรรมของแพะรับบาปมานักต่อนักแล้ว


เมื่อเปรียบเทียบระบบงานความยุติธรรมไทยกับมาตรฐานสากล จะเห็นได้ชัดว่า มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


สฤษดิ์ ตั้งข้อสังเกตว่า ระบบงานในชั้นสอบสวนที่ขาดการถ่วงดุลของเจ้าหน้าที่อัยการในการเข้ามาร่วมทำงานด้วย จนกระทั่งการให้ความช่วยเหลือแก่จำเลย เช่น การช่วยเหลือหาหลักฐานเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ เพราะบางครั้งหลักฐานก็ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยง่ายจากบุคคลธรรมดาทั่วไป อีกทั้งความใส่ใจและรอบคอบในการทำงาน


เขาเห็นว่า ปัญหาหลัก ๆ มี 3 ส่วน คือ การเร่งปิดคดีจนเกิดความผิดพลาด ระบบกล่าวหาที่ทำให้จำเลยตกเป็นจำเลยของสังคม และทัศนคติต่อความยุติธรรมในสังคมไทย


“เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลแล้วยากที่จะพิสูจน์ความจริง อย่างกรณีของผมที่คดีความผ่านนานไปกว่า 7 ปี แต่เจ้าหน้าที่เพิ่งดำเนินคดี จึงทำให้ผู้ต้องหาไม่สามารถสืบค้นหลักฐานเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองได้”


กระบวนการยุติธรรม เปรียบเสมือนโรงเรียน 1 แห่ง ที่มีลำดับขั้นจากเล็กไปจนใหญ่ การที่โรงเรียนจะดีและมีชื่อเสียงได้ ต้องเกิดจากการดูแลกันและกันในแต่ละลำดับขั้น 


เขาเปรียบเทียบ และยกตัวอย่างว่า ถ้านักเรียนทำผิด คุณครูก็ว่ากล่าวตักเตือนและลงโทษ คุณครูทำผิดครูใหญ่ก็ตรวจสอบและลงโทษ หรือบุคคลในโรงเรียนทำผิดบุคคลภายนอกก็มีสิทธิเข้ามาร่วมกันตรวจสอบ 


“หากทุกอย่างมีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ก็เชื่อได้ว่าปัญหาแพะจะลดลง แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ขาดความใส่ใจและรอบคอบในการทำงานก็อาจจะทำให้อีกหลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ต้องตกอยู่ในชะตากรรมของแพะ” เขาทิ้งท้าย 



เรื่องโดย ธนกร ตันติสง่าวงศ์ ไอซีทีนิเทศศาสตร์ ปี 4 รุ่น 8

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)