ในวันที่เพื่อนสนิท (คิด) รับผิดชอบปริญญา

24 กุมภาพันธ์ 2561 | อ่านแล้ว 246 ครั้ง    

       
เรารู้จักกันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง

ไม่สิ เผลอๆ เรารู้จักกันก่อนเข้าเรียนปีหนึ่งเป็นทางการด้วยซ้ำ เพราะเรื่องเริ่มจากที่เพื่อนคนนี้ทักไลน์มาในไลน์กลุ่มรูมเมทก่อนวันเข้าหอพักว่า “มีใครกินเหล้าปะ” 
       
ฟังเผินๆ คำถามนี้ดูปกติธรรมดาตามประสาเพื่อนฝูง แต่ถ้ามาพินิจพิเคราะห์จริงๆ คำถามนี้ชวนตั้งคำถามกับผู้ตอบอีกว่า คนถามมันต้องการคำตอบจริงจังไหม คำถามนี้เป็นคำถามประเภทไหน ละลายน้ำแข็งหรือเข้าตำราตีสนิท

ตอนนั้นฉันคิดว่า คำถามนี้มันสะท้อนตัวตนคนถามได้พอสมควร เพราะการเจอหน้ากันวันรับเพื่อนใหม่เพียงสองครั้ง ครั้งละไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง คำถามแบบนี้ท่ามกลางสถานะที่เราต่างเป็น ‘เพื่อนใหม่’ จึงเป็นคำถามที่แอบเอาเรื่อง 

จากคำถามนั้นทำให้ฉันด่วนสรุปเพื่อนคนนี้ในทางลบ (แม้ยังไม่เคยพูดคุยกันอย่างจริงจัง)

 

เราเป็นรูมเมทกันแบบจับพลัดจับผลู ต่างคนต่างชวน ต่างคนแค่อยากมีเพื่อนให้เต็มห้องตามธรรมเนียมของมหา’ลัย

ดังนั้นถ้ารู้ว่าจะถามแบบนี้แต่แรก เราคงไม่ได้เป็นรูมเมทกัน ตอนนั้นฉันแอบคิดในใจว่า กูต้องมาอยู่กับคนแบบนี้เหรอเนี่ย

แต่เมื่อวันเวลาล่วงเลยผ่าน...การใช้ชีวิตด้วยกันก็ไม่เลวร้ายเกินไปนัก

ตามประสาความสัมพันธ์ พูดคุย รู้จัก ใช้ชีวิตแบบเดียวกัน (เพราะอยู่ห้องเดียวกัน) กินข้าวด้วยกัน เรียนด้วยกัน และโดดเรียนวิชาวาดรูปที่มีคนสอนสุดจู้จี้

 

และอีกหลายอย่างที่มองย้อนกลับไปก็พบว่า หลายต่อหลายครั้งมีเพื่อนคนนี้อยู่ข้างชีวิต

 

จนวันหนึ่งวันที่เราจวนจะจบปีสี่ เป็นวันก่อนงานเลี้ยงจะเลิกรา

 

แต่ตอนที่ฉันเขียนบทความชิ้นนี้ งานเลี้ยงยังไม่ทันเลิกราดีนัก เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่เรากำลังฟูมฟักลูกๆ ของเรา ที่ชื่อว่า “จุลนิพนธ์” เพื่อให้ตัวเองเรียนจบตามเวลาที่ควรจะเป็น

 

เรียนให้จบไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินศักยภาพ

แต่ศักยภาพอย่างเดียวไม่พอ เพราะความรับผิดชอบก็สำคัญไม่แพ้กัน

 

สองสิ่งนี้เราควรมีเท่าๆ กัน

แต่บ่อยครั้งที่ฉันเห็นเพื่อนคนนี้มีอาการเส้นยาแดงผ่าแปด หมายถึงแทบเอาตัวไม่รอดเพราะความขี้เกียจ และด้วยความสัมพันธ์ราว 4 ปี เราจึงเห็นศักยภาพและความรับผิดชอบของกันและกัน, แน่นอน เพื่อนคนนี้มีศักยภาพล้นเหลือ ต่างจากความรับผิดชอบที่ไม่สูงเหมือนศักยภาพ

 

แต่เพื่อนคนนี้เปลี่ยนมุมมองให้ฉัน และฉันพบว่า เราไม่จำเป็นต้องขยันหรือมีความรับผิดชอบตลอดเวลา หากเราต้องรู้จัก “ใช้ความฉลาดในการสร้างความรับผิดชอบ”

 

พูดง่ายๆ คือเพื่อนคนนี้รู้ว่าเมื่อไรควรเร่งและผ่อน รู้ว่าการทำงานให้ผ่านใจกรรมการเป็นอย่างไร

 

พูดแบบเท่ๆ ก็ work smart (ไม่ใช่ work hard อย่างที่ใครหลายคนติดนิสัย)

 

ทำเท่าที่กายและใจไหว รู้ศักยภาพของตัวเอง ประเมินตนเองได้ ไม่หักโหมให้สมองเหนื่อยล้าจนเกินไป และรู้ว่าตัวเองต้อง ‘รับผิดชอบ’ เมื่อถึงเวลา

 

(ถึงแม้ว่าเพื่อนคนนี้จะทำตามทฤษฎีนี้ไม่ครบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม)

 

จากชีวิตปีหนึ่งถึงปีสี่ที่เรารู้จักกัน อะไรในตัวเพื่อนคนนี้ที่คิดว่ารู้จักมากแล้ว กลับไม่เป็นอย่างนั้น โดยเฉพาะความรับผิดชอบในวันตรวจจุลนิพนธ์ของทุกต้นเดือน นับเป็นวันที่เพื่อนสนิทคนนี้แสดงความรับผิดชอบเพื่อตัวเองและใบปริญญา

 

นอกจากเราจะลงเรียนวิชาตัวสุดท้ายในรั้วมหา’ลัยแล้ว เพื่อนคนนี้ยังทำให้ฉันรู้สึกว่ากำลังเรียนวิชาความรับผิดชอบต่อตัวเองอีกด้วย 
บทเรียนนี้ไม่มีห้องเรียน ไม่มีตำรา ไม่มีการสอบเก็บคะแนน ไม่มีการบ้าน ไม่มีคุณครู ไม่มีนักเรียน

ถ้าทั้งหมดนี้คือนิทาน นิทานเรื่องนี้ก็สอนให้รู้ว่า ยังมีอะไรอีกมากมายที่เราไม่เห็น และสิ่งที่เราไม่เห็นนั้นให้บทเรียนกับเราได้เสมอ

 

เหมือนที่เราทุกคนคือก้อนดินแค่ก้อนหนึ่งที่เปราะบาง แต่ไม่ไร้ค่าและความหมาย เพราะเราล้วนมีเมล็ดพันธุ์แทรกในตัวเอง แล้วมันจะเติบโตเป็นต้นไม้ที่มีคุณค่าในวันที่สภาพลมฟ้าอากาศเป็นใจ

 

ขอแค่เราเห็นว่าทุกๆ คนมีเมล็ดพันธุ์นั้นอยู่ในตัวเอง



เรื่องโดย จารุกิตติ์ ธีรตาพงศ์ ไอซีทีนิเทศศาสตร์รุ่น 8

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)