เกี่ยวข้าวกับชาวนา กินปลากับชาวเล วิถีชีวิตบนเกาะสุกร

25 ตุลาคม 2561 | อ่านแล้ว 709 ครั้ง    


     เสียงคลื่นทะเลพัดกระทบกับชายฝั่ง หาดทรายสีทองเหลืองอร่าม ต้นสนเรียงรายโบกสะบัดพลิ้วไหวยามลมสัมผัส สถานที่แห่งนี้เรียกขานกันว่า เกาะสุกร หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า เกาะหมู

ที่นี่นักท่องเที่ยวต่างพากันมาเยี่ยมชมวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่อย่างไม่ขาดสาย เพราะเป็นเกาะที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งยังมีเรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อ รับรองว่าคุณไม่เคยเห็นหรือได้ยินจากที่ไหนอย่างแน่นอน

เกาะสุกรเป็นเกาะทางทะเลอันดามัน ตั้งอยู่ในอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ตัวเกาะมีขนาดเล็ก ห่างจากฝั่งประมาณ 3 กิโลเมตร ชาวบ้านประกอบอาชีพเกษตรกรรม ประมง ทำสวนยาง ทำสวนมะพร้าว ค้าขาย
     ตัวเกาะประกอบไปด้วยป่าชายเลน ภูเขา นาข้าว สวนยางพารา และทะเล มีแตงโมเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของเกาะ
      จนเป็นที่เลื่องลือดังประโยคที่ว่า
หากแตงโมต้องเป็นแตงโมเกาะสุกรเท่านั้น” เพราะปลูกกับทรายทะเลจึงทำให้เนื้อแตงมีรสหวาน กรอบ อร่อย โดยแตงโมจะมีปริมาณมากในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน

แม้จะได้ชื่อว่าเกาะสุกรแต่บนเกาะแห่งนี้กลับไม่มีสุกรอยู่เลยสักตัว พี่น้องบนเกาะล้วนเป็นชาวมุสลิม นับถือศาสนาอิสลาม จึงไม่สามารถเลี้ยงสุกรและสุนัขได้
    มีตำนานเล่าขานต่อกันมาหลายตำนาน บ้างก็ว่าในอดีตเคยมีสุกรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากแต่ถูกขับไล่ไปหมด
      บ้างก็ว่าเกิดจากการเพี้ยนเสียงของภาษา แต่เดิมเกาะสุกรมีชื่อเรียกว่า เกาะยามู แปลว่าฝรั่งในภาษากลาง แต่เพราะทางการไม่เข้าใจเลยลากเสียงมาเป็นเกาะหมู และเรียกให้สุภาพกว่าเดิมคือเกาะสุกร

อีกตำนานหนึ่งเป็นตำนานเก่าแก่รุ่นสมัยปู่ย่า นายวิเชษฐ เทศนอก หรือ คุณตาเชษฐ เล่าว่า มีลูกชายของชาวเกาะนับถือศาสนาพุทธได้แต่งงานกับลูกสาวของเศรษฐีนับถือศาสนาอิสลาม จนวันหนึ่งเรือสำเภาของเศรษฐีได้เทียบท่าที่ปากน้ำ พ่อกับแม่ของลูกชายจึงได้เตรียมหมูปิ้งเสียบไม้เพื่อไปเยี่ยมลูกด้วยความรักและความคิดถึง แต่ลูกชายแสร้งจำพ่อกับแม่ตนเองไม่ได้ เพราะอายที่พ่อแม่มีฐานะยากจน เลยทำให้บุพการีโกรธจึงได้สาปแช่งให้เรือสำเภาแตก ข้าวของบนเรือกระจัดกระจายไปคนละทิศทาง ทำให้เกิดเป็นเกาะและอ่าวต่าง ๆ หนึ่งในนั้นก็คือไม้หมูปิ้งที่ลอยมาติดกับเกาะ จึงกลายเป็นเกาะสุกรอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

เกาะสุกรมีอาณาเขตที่ถูกล้อมรอบไปด้วยน้ำทะเล หน้าเกาะเป็นหาดทรายสีขาวทองเรียกว่า หาดทรายทอง และด้านหลังเกาะเป็นหาดทรายสีดำเรียกว่า หาดโล๊ะใหญ่ ในเดือนกรกฎาคมจะมีการปลูกข้าวและเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคม

ฤดูกาลของข้าวช่วงตั้งท้อง นาข้าวจะเป็นสีเขียวขจี กลิ่นขวัญข้าวหอมตลบอบอวลเชิญชวนให้น่าสัมผัส
      นักท่องเที่ยวมักโดยสารแท็กซี่ประจำเกาะเพื่อเก็บภาพบรรยากาศ แท็กซี่ที่ว่าก็คือ เจ้ารถซาเล้งมุงหลังคาสีน้ำเงินเข้มหรือรถพ่วงข้าง
     และคนขับเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากชาวบ้านในเกาะ คุณสามารถโบกรถได้ตามที่คุณต้องการ จะไม่มีการบอกว่าต้องส่งรถ หรือห่วงเรื่องของการโกงค่ามิเตอร์ เพราะพี่โชเฟอร์ถูกคัดสรรมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนจีน ฝรั่ง ต่างชาติบ้านไหน ใกล้หรือไกลก็ราคาเดียวกันหมด

แต่หากคุณเบื่อที่จะนั่งรถ ทางเกาะใจดีมีบริการเช่าจักรยานในราคาประหยัด เพื่อให้คุณได้สัมผัสธรรมชาติใกล้ชิดกว่าเดิม โดยเส้นทางจะผ่านภูเขาสลับกับไร่ยางพารา สวนมะม่วงหิมพานต์ นาข้าว สวนแตงโม และชายหาดที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา

นอกจากสภาพแวดล้อมธรรมชาติของเกาะ ยังมีสัตว์เจ้าถิ่นอย่าง "ควายทะเล" ใครได้พบเห็นจำต้องตกตะลึง เพราะเจ้าควายทะเลพวกนี้ไม่ได้อาศัยอยู่ในนาหรือในปลักอย่างควายทั่วไป ยามพระอาทิตย์ตกดิน น้ำทะเลลดพวกควายทะเลก็จะลงไปแช่น้ำเพื่อคลายความร้อน และขึ้นมาบนบกเมื่อต้องการกินอาหาร
      ทั้งนี้ ยังมีฝูงนกเป็ดน้ำ นกกระยาง นกกวัก ฝูงนาก และฝูงปูก้ามกามที่วิ่งอยู่บริเวณชายหาด ให้คุณได้ตั้งกล้องจับภาพ กดชัตเตอร์เก็บเป็นคอลเลกชันไม่ซ้ำใคร

ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวเกาะสุกรยึดถือตามหลักศาสนาอิสลาม มีพิธีกรรมการเข้าสุนัต การทำบุญให้ตายายหรือบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว การออกบวชในวันฮารีรายอ พิธีนำเรือลงน้ำ ตลอดจนการทำขวัญข้าว
      ส่วนกิจกรรมยามว่างของชาวเกาะสุกรหลังจากการทำงานเสร็จแล้วก็คือการปั่นจักรยาน การนั่งจิบกาแฟในร้านน้ำชาเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด การเพ้นท์ผ้าบาติกเป็นลายท้องทะเล การสานเสื่อ การทำขนม หรือแม้แต่กระทั่งการหอบเอาเสื่อไปปูนอนบนชายหาดก็จัดเป็นกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจอย่างหนึ่ง

ขนมในเกาะสุกรเป็นขนมที่หารับประทานได้ยาก โดยจะทำในช่วงเทศกาลฮารีรายอ ได้แก่ ขนมคล้องใจ ขนมตาหยาบ และขนมบูดู ชาวบ้านนิยมทำแจกจ่ายญาติในช่วงเทศกาลและทำขายตามที่ลูกค้าสั่ง หลายคนได้ชิมก็ต้องติดอกติดใจและติดไม้ติดมือกลับไปเป็นของฝากอยู่เสมอ

สำหรับการเดินทางไปเกาะสุกรมี 2 วิธี คือการนั่งรถโดยสารและขับรถยนต์ส่วนตัว

การใช้รถโดยสารสามารถนั่งรถตู้สายตรัง - ย่านตาขาว ลงที่ตลาดย่านตาขาว ต่อรถสองแถวสายย่านตาขาว - ปากปรน - แหลมตะเสะ เพื่อมาท่าเทียบเรือตะเสะ

หากใช้รถส่วนตัวให้ใช้เส้นทางตรัง - ปะเหลียน (ทางหลวงหมายเลข 404) เลี้ยวขวาตรงสี่แยกบ้านนาประมาณ 18 กิโลเมตร และเลี้ยวซ้ายประมาณ 7 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางด้วยเรือหางยาวประมาณ 20 นาที ค่าเรือผู้ใหญ่คิดเป็น 30 บาท และเด็กในราคา 20 บาท มีบริการเหมาเรือทั้งลำ เรือจะออกวันละ 2 เที่ยว ตั้งแต่เวลา 10.00 น. และเวลา 14.00 น.

ทั้งนี้ ยังมีที่พักจำนวนหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นรีสอร์จหรือโฮมสเตย์ สำหรับบุคคลที่ต้องการประสงค์จะค้างคืน สำหรับความปลอดภัยของเกาะไม่มีอะไรให้น่าเป็นกังวล เพราะเป็นเกาะชนบทที่ห่างไกลจากอบายมุขต่าง ๆ  มิหนำซ้ำ ชาวบ้านในละแวกต่างรู้จักกันหมด เรียกได้ว่าแค่พูดชื่อก็ต้องร้องอ๋อในทันที

ถึงแม้เกาะสุกรไม่ได้มีชายหาดที่สวยสะดุดตาเหมือนกับเกาะอื่น ๆ หากแต่วิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้านมุสลิมที่เป็นมนตราดึงดูดนักท่องเที่ยว ความอัธยาศัยดี ความเป็นมิตรและน่ารักของผู้คนบนเกาะทำให้เกิดความประทับใจทุกครั้งที่มาเยี่ยมเยือน หากต้องการหนีความวุ่นวาย รถติด ควันพิษจากโรงงานในตัวเมืองใหญ่ เกาะสุกรแห่งนี้ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ใครหลายคนจะต้องห้ามพลาด



เรื่องและภาพโดย กัญญาภัค ทิศศรี ไอซีทีนิเทศศาสตร์รุ่น 12

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)