เกษตรกรมือใหม่ที่ไร่วาสนาฟาร์มเมล่อน

3 พฤศจิกายน 2561 | อ่านแล้ว 608 ครั้ง    

เมื่อพูดถึงกรุงเก่าหรือจังหวัดพระนครศรีอยุธาแล้ว หลาย ๆ คนคงจะนึกถึงการเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ตามรอยละครบุพเพสันนิวาส เที่ยวชมมรดกโลกและโบราณสถานที่สำคัญต่าง ๆ

แต่อยุธยายังมีอีกหลากหลายแง่มุมให้เราไปค้นหา หนึ่งในนั้นคือความเป็นอารยะธรรมลุ่มแน่น้ำอันอุดมสมบุรณ์ จนกลายมาเป็นวลีติดปากที่ว่า อู่ข้าวอู่น้ำ บ่งบอกถึงการเพาะปลูกไม่น้อยหน้าไปกว่าที่ไหน ๆ
    ครั้งนี้เรามองอยุธยาต่างออกไป ไม่ใช่แต่ความเก่าแก่ด้านโบราญสถาน แต่จะเปิดโลกเกษตรกรรมกรุงศรีฯ และทดลองเป็นเกษตรกรมือใหม่กันที่ วาสนาฟาร์มเมล่อน 

บ้านทรงไทยยกใต้ถุนสูงตั้งตระหง่า ตรงกลางเป็นป้ายไม้สลักด้วยตัวหนังสือภาษาไทยว่า วาสนา ด้านซ้ายมือ เป็นอาคารขายของฝาก โซนตู้หนังสือดำริของพ่อ และลานม้านั่งสำหรับนั่งฟังการบรรยายให้ความรู้

นี่คือวาสนาฟาร์มเมล่อนแห่งอยุธยาโดยฟาร์มนี้จะมีทั้งหมด 6 โรงเรือนสำหรับเพาะกล้าเพื่อเตรียมพร้อมก่อนนำไปปลูกในไร่กลางแจ้ง พื้นที่ในการปลูกทั้งหมดมีพื้นที่กว่า 130 ไร่ และวาสนาฟาร์มแห่งนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในฟาร์มชั้นนำที่ผลิตเมล่อนคุณภาพเพื่อส่งขายตามห้างชื่อดังต่าง ๆ มากมายอีกด้วย

    
     เมื่อฟังบรรยายรับความรู้เบื้องต้นของการปลูกเมล่อน และประวัติการทำฟาร์มต่าง ๆ มาพอประมาณแล้ว ก็ได้เวลาเริ่มไปลงมือเวิร์คช้อปการปลูกเมล่อนกัน
    ขั้นแรกเริ่มที่โรงเรือนที่ 1 โรงเรือนเพาะกล้าเป็นโรงเรือนที่จะนำเมล็ดพันธุ์มาปลูกลงกะบะดินตามหลักการขั้นตอนของฟาร์ม
 โดยปกติแล้วบุคคลภายนอกจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเนื่องจากหากเข้าไปโดยไม่มีบุคคลากรที่มีความรู้คอยควบคุมดูแลอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อต้นกล้าที่เพาะไว้หรือเมล็ดพันธุ์ที่ถูกจัดเตรียมไว้ได้

    เมื่อลองลงเมล็ดพันธุ์ในโรงเรือนที่ 1 กันเสร็จแล้วก็มาเยี่ยมชมอีก 5 โรงเรือนตามลำดับพัฒนาการของต้นกล้าเมล่อน เนื่องจากทั้ง 5 โรงเรือนที่เหลือนี้จะเป็นขั้นตอนในการดูแลรักษาและเลี้ยงดู จึงจะเป็นเพียงแค่การบรรยายวิธีการ และสาธิตเท่านั้น โดยเมื่อทำกิจกรรมครบ 6 โรงเรือนแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการเลือกหนึ่งลูกของต้นเพื่อจะนำออกไปปลูก
   เจ้าของฟาร์มต้องการให้ผลผลิตมีคุณภาพมากที่สุด จึงใช้เทคนิคการเลือกเลี้ยง 1 ลูก ต่อ 1 ต้น เจ้าหน้าที่จะสอนวิธีการเลือกให้เราและได้ลองเลือกคัดลูกเมล่อนโดยมีบุคลากรของไร่คอยดูแล แนะนำให้อย่างใกล้ชิด เขาจะพานำออกไปปลูกที่ไร่กลางแจ้งต่อไป
    เมล่อนนั้นถูกแบ่ง และจัดโซนตามพันธุ์ อย่างเป็นระเบียบชัดเจนโดย หากคุณโชคดีมาเที่ยวชมในช่วงเก็บเกี่ยวของฟาร์มแล้วก็จะได้ร่วมทดลองเก็บเกี่ยวเมล่อนในไร่อีกด้วย และบริเวณนี้เราสามารถเก็บภาพบรรยากาศกลิ่นไอของความเป็นชาวสวน ชาวไร่ และถ่ายภาพท่ามกลางไร่เมล่อนได้ตามใจชอบ

เมื่อเก็บภาพกันอย่างหนำใจแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนที่ทุกคนรอคอย คือการกลับเข้าไปที่อาคารขายของฝากเพื่อชิมเมล่อนสด ๆ จากฟาร์มที่ทางเจ้าของฟาร์มจัดเตรียมไว้ให้ หากชิมแล้วมีความประสงค์จะซื้อติดไม้ติดมือไปเป็นของฝาก ก็สามารถขอคำแนะนำหรือเลือกซื้อจากพันธุ์จากที่ชิมแล้วชอบก็ได้ ตอนนี้ทางฟาร์มได้ทำผลิตภัณฑ์แปรรูปขายอยู่ 2 อย่างคือ น้ำสมูทตี้เมล่อน และไอศครีมเมล่อน โดยผลิตจากเมล่อนจากฟาร์มมีต่างพันธุ์ต่างรสให้เลือกซื้อชิมกันตามความชอบ

ภานุวัฒน์ อรุณโรจน์ศิริ เจ้าของฟาร์ม เล่าว่า แต่เดิมพื้นที่ในไร่เป็นผืนนาที่สืบทอดต่อกันมาของครอบครัว แต่ด้วยสภาพสังคม เศรษฐกิจ และหลาย ๆ อย่างที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ทำให้อาชีพทำนา ให้ได้แค่ค่าครองชีพไปวัน ๆ ไม่มีพอเหลือเก็บ ผู้คนรอบข้างบางคนก็ขายที่แล้วไปทำงานในเมือง

แต่เขาเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่โดยการผันตัวจากวิศวกรช่างกล มาศึกษาการทำไร่ทำสวนอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากการสำรวจพืชผัก ผลไม้ ที่เป็นที่ต้องการในตลาด 
       ขณะนั้นเมล่อนเป็นหนึ่งในนั้นและยังเป็นสิ่งใหม่ของประเทศไทยในขณะนั้น เขาจึงลองปลูก และพบว่า เมล่อนมีความเหมาะสมมากที่สุดในการเพาะปลูกในบริเวณนี้ และมีความน่าจะเป็นในการพัฒนาธุรกิจให้เจริญก้าวไกลได้มากที่สุด

นอกจากภานุวัฒน์ จะศึกษาพัฒนา การดูแลปรับปรุงเมล่อนให้กลายมาเป็นเมล่อนที่มีคุณภาพทั้ง 8 สายพันธุ์ดังในปัจจุบันแล้ว ก็ยังศึกษาด้านการตลาด การบริหารธุรกิจจนกลายเป็นแบรนด์ดังที่ได้นำมาวางขายบนห้างชั้นนำ
       "ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรมแบบนี้ แต่เพื่อทำให้แบรนด์วาสนาเมล่อนเป็นที่รู้จักและไว้วางใจของตลาด ยังต้องการเผยแพร่วิถีชีวิตเกษตรกรชาวอยุธยาที่ถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย และเพื่อเพิ่มสถานที่ท่องเที่ยวให้จังหวัดบ้านเกิดตัวเองจากสิ่งที่มีอยู่"
     เขาบอกด้วยว่า สาเหตุที่มีอนุสรณ์หนังสือของพ่อไว้ในฟาร์มด้วยเนื่องจากต้องการแสดงให้เห็นว่าที่ฟาร์มมีทุกวันนี้ได้ส่วนหนึ่งแล้วก็มาจากคำสอนของพ่อ

     แม้วาสนาฟาร์มเมล่อนแห่งนี้จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากแล้ว แต่ภานุวัฒน์ก็ไม่หยุดพัฒนาฟาร์มเพราะตอนนี้ที่ฟาร์มกำลังมีการสร้างอาคารแห่งใหม่อยู่
     ภานุวัฒน์ บอกว่า กำลังเตรียมการทดลองทำผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเมล่อน อย่างอื่นอีกนอกจากสมูทตี้และไอศกรีม เช่น เมล่อนอบแห้ง สบู่ น้ำหอม และขนมต่าง ๆ เป็นต้น เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้ทางไร่แล้วยังหวังที่จะสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้แก่คนในไร่อีกด้วย

      จะเห็นได้ว่า นอกจากอยุธยาจะมีประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งแล้ว ยังมีพัฒนาการของชาวเกษตรกรที่น่าสนใจอีกด้วย ถึงแม้ว่าจะอยู่ในจังหวัดที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวให้เยี่ยมชมวัฒนธรรมโบราณต่าง ๆ มากมายแล้ว แต่ก็ยังสามารถสร้างสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรมแห่งใหม่จากวิถีชีวิตแบบเดิม ๆ แต่กลับทำให้ที่นาธรรมดาเก่า ๆ ที่หนึ่งเป็นที่น่าสนใจขึ้นมาได้



เรื่องและภาพโดย นางสาวสุพัตรา ใจวงศา ไอซีทีนิเทศศาสตร์รุ่น 12

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)