ไร้เงาข้าวพันธุ์พื้นเมือง เสี่ยงความมั่นคงทางอาหาร?

25 กุมภาพันธ์ 2562 | อ่านแล้ว 313 ครั้ง    

 

สองข้างทางของถนนเพชรเกษมในเขตจังหวัดเพชรบุรี เขียวขจีไปด้วยนาข้าว พืชเศรษฐกิจอันดับ 1 ของจังหวัด กินพื้นที่กสิกรรมรวม 328,440 ไร่ หรือ 1 ใน 3 ของพื้นที่เพาะปลูก โดยปี 2560 ได้ผลผลิตข้าวเกือบ 400,000 ตัน

 

ผลสำรวจของสำนักงานสถิติเพชรบุรี ยังพบว่า เกษตรกรที่นี่นิยมปลูกข้าวพันธุ์พิษณุโลก 2 พันธุ์ชัยนาท 1 พันธุ์สุพรรณบุรี 1 พันธุ์กข  41 และพันธุ์กข 49 

 

เกษตรกรที่ อ.บ้านลาด และอ.หนองหญ้าปล้อง บอกว่า พวกเขาปลูกข้าวเพื่อการค้า ใช้ข้าวสายพันธุ์ที่พัฒนาปรับปรุงส่งเสริมเพื่อการค้าโดยกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะทำให้ปลูกได้ตลอดทั้งปี และได้ผลผลิตดีเป็นที่ต้องการของตลาด

 

“ราคาข้าว 1 ตัน เริ่มที่ 7,000-8,000 บาท หากความชื้นต่ำ ราคาจะสูงขึ้นไปอีก” พวกเขาระบุ

 

ในทางกลับกัน ข้าวพันธุ์ท้องถิ่นดั้งเดิมอย่างพันธุ์เหลืองประทิว พันธุ์หอมนางมล พันธุ์เหลืองประดู่ และพันธุ์เหลืองกอเดียว ไม่เป็นที่นิยมสำหรับเกษตรกร พวกเขาเห็นว่า มันเป็นพันธุ์ที่ไวต่อแสงซึ่งจะปลูกไม่ขึ้นหากปลูกนอกฤดูฝน จึงปลูกได้แค่ปีละ 1 ครั้ง

 

พันธุ์ข้าวจากรัฐต้องใช้ปุ๋ยเคมีมาก

 

ประเสริฐ เหลิมทอง เกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าว วัย 65 ปี ชาวเพชรบุรี บอกว่า ในอดีตปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองเหล่านี้ แต่ปัจจุบันทำนาปีละ 2 ครั้ง เปลี่ยนไปใช้พันธุ์ชัยนาท 1 พันธุ์กข 49 และพันธุ์กข 31 เนื่องจากข้าวพันธุ์ท้องถิ่นให้ผลผลิตช้า ลำต้นสูงเก็บเกี่ยวยาก มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการกำจัดฟางข้าว ปลูกไม่ได้ในช่วงนาปรัง และยังใช้การหว่านเมล็ดแทนการดำนา ใช้รถเกี่ยวข้าวแทนแรงงานคน ขณะที่ข้าวพันธุ์ใหม่แตกกอมีเมล็ดต่อรวงมากกว่า รายได้ทั้งหมด 230,000 บาท ต่อ 1 ฤดูกาลเก็บเกี่ยว ถ้าเทียบกันแล้วแบบหลังรายได้ดีกว่าเกือบ 4 เท่า

 

“แต่มันก็ต้องใช้ปุ๋ยเคมีมากขึ้น ข้าวพันธุ์ท้องถิ่น 10 ไร่ใช้ปุ๋ยเคมีแค่ 3 กระสอบ แต่ข้าวพันธุ์ใหม่ใช้ 12 กระสอบหรือมากกว่านั้น หากไม่ใช้ต้นข้าวจะเตี้ย ใบไม่เขียว ได้เมล็ดข้าวรวงละแค่ 5-6 เมล็ด จากที่ให้ 70-100 เมล็ด ถ้าใช้ปุ๋ยอินทรีย์ก็จะเป็นโรคไหม้คอรวง โรคขอบใบไหม้ เจอเพลี้ย ฉีดยาไม่หาย บางปีพบโรคระบาดลามไปนาติด ๆ กัน สุดท้ายเหลือผลผลิตไม่มากก็ขาดทุน” ประเสริฐ กล่าว  

 

ไร้เงาข้าวพันธุ์ท้องถิ่น อาจกระทบความมั่นคงอาหาร

 

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุเกณฑ์ความมั่นคงด้านอาหารของ ได้แก่ 1) ความพอเพียง (Availability) ของปริมาณอาหาร 2) การเข้าถึง (Access) ทรัพยากรที่พอเพียงของบุคคลเพื่อได้มาซึ่งอาหารที่เหมาะสม 3) การใช้ประโยชน์ (Utilization) จากอาหารที่เพียงพอ รวมถึงน้ำสะอาดและการรักษาสุขภาพและสุขอนามัยเพื่อเข้าถึงภาวะความเป็นอยู่ที่ดีทางโภชนาการ

 

และ 4) เสถียรภาพ (Stability) หมายถึง การที่ประชาชน ครัวเรือนและบุคคล จะต้องเข้าถึงอาหารที่เพียงพอตลอดเวลา ไม่ต้องเสี่ยงกับการไม่สามารถเข้าถึงอาหารอันเป็นผลมาจากวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เช่น วิกฤตสภาพภูมิอากาศ หรือเหตุการณ์ที่เป็นไปตามวงจร เช่น ภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารตามฤดูกาล

 

ในกรณีของข้าวสายพันธุ์ที่พัฒนาปรับปรุงส่งเสริมเพื่อการค้าโดยกรมการข้าว ก็อาจสุ่มเสี่ยงในประเด็นนี้หากเทียบกับข้าวพันธุ์ท้องถิ่นที่ทนต่อสภาพแวดล้อมเฉพาะในพื้นที่นั้น ๆ  

 

ผอ.ไบโอไทยชี้ปลูกข้าวพันธุ์เน้นปริมาณส่งผลสุขภาพ-สิ่งแวดล้อม

 

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) อธิบายว่า เกษตรกรที่ใช้พันธุ์ข้าวเน้นผลผลิตเชิงปริมาณนั้นต้องใช้ปุ๋ยเคมีจำนวนมากถึงจะให้ผลผลิตดี จึงมีต้นทุนสูงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

 

“แต่ผลจากการใช้มันทำให้ข้าวอ่อนแอต่อแมลง การปลูกพืชเชิงเดี่ยวทำให้เกิดโรคซ้ำ ๆ ที่ผ่านมามักพบโรคระบาดอยู่เนือง ๆ ทำลายพื้นที่นาเป็นล้านไร่จากพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ ล่าสุดเมื่อปี 2555–2557 โรคระบาดจากข้าวทำสูญพื้นนาทั่วประเทศไปกว่า 3 ล้านไร่ เสี่ยงต่อความมั่นคงด้านอาหาร” วิฑูรย์ ให้ข้อมูล 

 

ผู้อำนวยการไบโอไทย บอกกอีกว่า อดีตเกษตรกรปลูกข้าวเพื่อบริโภค จึงเลือกปลูกพันธุ์ที่ชอบ รสชาติถูกปาก ไม่ได้คำนึงว่าต้องได้ผลผลิตเยอะ ไม่ต้องใช้สารเคมี ก่อให้เกิดความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าว อีกทั้งปลูกพืชอื่น ๆ อย่างถั่ว หรือเลี้ยงปลารอบ ๆ พื้นที่นา กลายเป็นแหล่งของโปรตีน ทำให้เกษตรกรและครอบครัวได้รับโภชนาการครบครัน สุขภาพดี สิ่งแวดล้อมดี เป็นความมั่นคงด้านอาหารที่แท้จริง หากจะให้เกษตรกรหวนมาปลูกข้าวพื้นเมืองดังเดิมคงต้องสร้างแรงจูงใจ และมีตลาดให้ข้าวพวกนี้

 

ติงกรมข้าวพัฒนาพันธุ์แบบลูกแหง่ ต้องพึ่งพิงปุ๋ยเคมี

 

สอดคล้องกับ แก่นคำหล้า พิลาน้อย เกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าว หนึ่งในทีมงานกลุ่มชาวนาไทอีสานที่มีนโยบายทำเกษตรอินทรีย์ และอนุรักษ์พันธุ์ข้าวท้องถิ่น กล่าวว่า ข้าวพันธุ์ท้องถิ่นปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเดิมและต้านทานโรคได้ดี แต่ปัจจุบันสภาพแวดล้อมของโลกเปลี่ยนไป จึงเกิดการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้เท่าทัน

 

“คนสมัยก่อนปลูกข้าวจะคาดคะเนดินฟ้าอากาศ ฝนตกถูกต้องตามฤดู หรือหากน้ำท่วมก็ระบายเร็ว เพราะไม่มีสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำ แต่ปัจจุบันจู่ ๆ บางปีเกิดแล้ง หรือน้ำท่วมขัง เราคาดการณ์อะไรไม่ได้เลย รวมถึงภาวะโลกร้อนที่กระทบต่อความเข้มแสงและเกิดช่วงแสงที่เปลี่ยนไป ทำให้ข้าวพันธุ์พื้นเมืองไม่สามารถอยู่ได้ตามปกติ จึงเกิดการผสมพันธุ์ข้าวเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น ทันต่อสภาพปัจจุบันของโลก และให้ผลผลิตเพียงพอต่อจำนวนประชากร  แต่กรมการข้าวกลับพัฒนาแบบลูกแหง่ ดูแลเสมือนห้องไอซียู ทำให้เกษตรกรต้องใช้ปุ๋ยเคมี พึ่งพาตนเองไม่ได้” แก่นคำหล้า ให้ความเห็น

 

ต้องส่งเสริมเกษตรกรพัฒนาพันธุ์ข้าว

 

เกษตรกรกลุ่มชาวนาไทอีสานคนนี้ยังบอกด้วยว่า เกษตรกรควรมองหาข้าวที่พัฒนาปรับปรุงจากสายพันธุ์ท้องถิ่นที่เหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูก โดยคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวเพื่อเก็บไว้ใช้เอง และปรับปรุงดินโดยใช้จุลินทรีย์แทนเช่นเดียวกับการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนการซื้อเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยเคมี ซึ่งนอกจากจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยังเป็นการดูแลรักษาร่างกายตนเองให้ปลอดจากสารพิษอีกด้วย

 
 

แนะเปลี่ยนปลูกหลายพันธุ์ แต่ไม่ง่ายเพราะดินพังไปแล้ว 

 

อย่างไรก็ดี การจะเปลี่ยนมาใช้สายพันธุ์ข้าวดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องง่าย สุมิตานันท์ จันทะบุรี อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาเมื่อปลูกแต่ข้าวพันธุ์ปรับปรุงจากกรมการข้าวซึ่งต้องใช้ปุ๋ยเคมีก็ทำให้ดินเสีย จะกลับมาปลูกแบบอินทรีย์ต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 3 ปีหรือมากกว่านั้น ที่ดินจึงจะมีสารอาหารโดยไม่ต้องพึ่งแร่ธาตุจากปุ๋ยเคมี

 

สมทรง โชติชื่น อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมข้าว กรมการข้าว แนะนำว่า ทางแก้ไขขณะนี้คือการปลูกข้าวหลากหลายพันธุ์ ซึ่งจะเป็นอีกวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคระบาด

 

เขาบอกด้วยว่า กรมการข้าวได้เก็บรักษาข้าวพันธุ์พื้นเมืองเพื่อพัฒนาวิจัยโดยใช้เวลา 5-10 ปี คาดว่าจะมีประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มแก่เกษตรกรในอนาคต

 

ยันข้าวพันธุ์กรมข้าวไม่กระทบความมั่นคงอาหาร

 

ขณะที่ รพีพร สุทาธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและข้อมูล สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงว่า การพัฒนาและวิจัยพันธุ์ข้าวมีจุดประสงค์ให้ข้าวแต่ละสายพันธุ์ทนต่อแมลงและโรคระบาด มีการวิจัยพันธุ์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันแมลงที่ปรับตัวและมีภูมิต้านทานยาฆ่าแมลง อีกทั้งไม่ได้ให้เกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์เดิมไปตลอด ต้องมีการหมุนเวียน

 

เธอยังยืนยันว่า เกษตรกรที่ปลูกข้าวโดยใช้พันธุ์ปรับปรุงจากกรมการข้าว จะไม่ทำให้เกิดผลกระทบด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยอ้างว่า กรมการข้าว และกรมส่งเสริมการเกษตร มีฝ่ายส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวสายพันธุ์ใหม่ทดแทนพันธุ์ดั้งเดิม เพื่อผลผลิตที่มากขึ้น ทนโรค และเพิ่มความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีผลผลิตข้าวเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศและส่งออก ทั้งนี้ยังไม่มีงานวิจัยสนับสนุนข้อเท็จจริงว่าด้วยเกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีมากขึ้น แล้วจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหาร

 



เรื่องและภาพโดย คณิตา อินชื่นใจ นักศึกษาวารสารและหนังสือพิมพ์ ชั้นปีที่ 3 รุ่น 10

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)