เปิดสูตรยากำจัดศัตรูพืชภาคพิสดาร ฤาความเชื่อเกษตรกรจะเป็นความเสี่ยง?

18 กุมภาพันธ์ 2562 | อ่านแล้ว 369 ครั้ง    


“เอายาฆ่าหญ้าแบบออกฤทธิ์เผาไหม้ทันที ดินประสิว เกลือ สารจับใบ ต้มรวมกันกับน้ำเปล่า ทำให้ได้ปริมาณยาพ่นกำจัดศัตรูพืชเยอะขึ้น 3 เท่า ลดต้นทุนไปเยอะ แต่ประสิทธิภาพยังดีเหมือนเดิม”

 

องุ่น จรัดดี เกษตรกรผู้ปลูกฝรั่งวัย 54 ปี ชาวเพชรบุรี เผยสูตรที่ได้มาจากพี่เขยซึ่งเปิดร้านขายสารเคมีทางการเกษตรเมื่อนานมาแล้ว

 

เธอบอกอีกว่า ยังมีสูตรแบบอื่น ๆ อีกที่บรรดาร้านขายสารเคมีการเกษตรแนะนำ ซึ่งเธอได้ลองผิดลองถูกจากการใช้เองโดยที่ไม่เคยมีหน่วยงานภาครัฐมาแนะนำ 

 

ไม่ต่างจากเกษตรกรผู้ปลูกถั่วฝักยาวและคะน้ารายหนึ่ง ใน อ.ท่ายาง จังหวัดเดียวกัน ไม่ลืมที่จะผสมซักฟอกและเกลือลงไปในยาฆ่าหญ้าไกลโฟเสต เพราะเชื่อว่า ทำให้หญ้าตายดีกว่าเดิม  

 

“ปกติมันไหม้แค่ยอด ถ้าผสมพวกนี้ลงไปในยาด้วยมันจะตายทั้งต้น แมลงก็ตายด้วย ไม่ต้องซื้อสารเคมีตัวอื่นอีก ประหยัดไปได้เยอะ”

 

เขายอมรับถึงการดัดแปลงสูตรนี้ขึ้นมาเอง แม้จะทราบว่า อาจเกิดอันตราย แต่จำต้องใช้เพราะแปลงข้าง ๆ ยังใช้อยู่ หากเลิกใช้จะทำให้แมลงเหล่านั้นหนีมารุมกินพืชที่แปลงของเขาจนพืชผลไม่สวย ขายได้ราคาไม่ดี 

 

เอกสารการใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า โดยทั่วไป สารกำจัดศัตรูพืชที่ผสมกันได้จะมีจำหน่ายสำเร็จรูป สามารถอ่านได้จากฉลากที่ติดอยู่บนภาชนะบรรจุสาร โดยมีรายละเอียดของสารออกฤทธิ์แต่ละชนิด และสารไม่ออกฤทธิ์

 

เอกสารดังกล่าวยังย้ำว่า เกษตรกรหรือผู้ใช้ ไม่จำเป็นต้องผสมสารกำจัดศัตรูพืชด้วยตนเอง เพราะนอกจากจะสิ้นเปลืองแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดโทษทั้งทางตรงและทางอ้อม และในการใช้สารกำจัดศัตรูพืช ควรคำนึงว่า ควรใช้ปริมาณน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ให้เกิดผลดีที่สุด

 

แต่ข้อมูลเหล่านี้ ก็ดูเหมือนจะไม่ไปถึงเกษตรกร กลับกัน สูตรนานาชนิดที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมาเองซึ่งเชื่อว่าจะใช้ได้ผลทั้งผสมและไม่ผสมกับสารเคมี กลับถูกบอกต่อกันแพร่หลายทางกลุ่มในสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก อย่าง นิมิต อ่วมแสง เกษตรกรผู้ปลูกข้าวชาวเพชรบุรี ก็ได้สูตรผสมน้ำยาปรับผ้านุ่มเข้ากับน้ำมันพืชเพื่อฉีดไล่หนอนในนาข้าวมาจากกลุ่มของพวกเขาในเฟซบุ๊กเช่นกัน

 

ประเด็นการใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างไม่ถูกต้อง สำราญ พ่วงสกุล ผู้เชี่ยวชาญเกษตรชำนาญการหรือสารวัตรเกษตร กรมวิชาการเกษตร จ.เพชรบุรี บอกว่า มีเกษตรกรบางรายในพื้นที่ทำแบบนั้นจริง ทั้งที่การใช้สารเคมีในปริมาณตามที่ระบุในฉลากข้างภาชนะบรรจุสารนั้น เพียงพอที่จะทำให้ยาออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว

 

“ถ้าวัชพืชไม่ตายแสดงว่า เกิดจากการดื้อยาเพราะใช้สารเคมีเกินขนาดตั้งแต่แรก” 

 

แต่การจะแก้ไขในเรื่องนี้นั้น เขาบอกว่า เป็นไปได้ยาก เพราะมีรถเร่ขายสารเคมีบุกเข้าไปถึงไร่ ตกลงปากเปล่าแล้วส่งของกันภายหลัง ทำให้เจ้าหน้าที่ควบคุมการใช้สารเคมีของเกษตรกรได้ยาก

 

มีคำเตือนจาก รังสิต สุวรรณมรรคา ผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถึงสารพัดสูตรสุดอันตรายเหล่านี้ว่า การผสมสารเคมีขึ้นมาเองโดยไม่ผ่านการรับรองทางวิชาการสุ่มเสี่ยงจะทำให้เกิดพิษ และหากใช้ความร้อนต้มก็อาจเกิดอุบัติเหตุได้

 

เขาเห็นว่า หน่วยงานราชการต้องส่งเสริมความรู้เกษตรกรในเรื่องนี้ หากดัดแปลงสูตรขึ้นมาเอง ก็ต้องจดบันทึกและนำไปให้เกษตรอำเภอวิจัยตรวจพิสูจน์ก่อนจึงจะสามารถนำมาใช้ได้

 

ขณะที่ จรรยา มณีโชติ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ย้ำว่า การผสมสารเคมีขึ้นมาเองของเกษตรกรไม่ได้ช่วยทำให้ประสิทธิภาพของยาเหล่านั้นดีขึ้น อย่างการใส่เกลือผสมยาฆ่าหญ้าก็จะยิ่งทำให้ดินเค็มดินเสีย ปลูกพืชขึ้นยากไปอีก

ความรู้ที่ผิดจากการบอกต่อ เกิดจากร้านขายยาที่บอกสูตรมาดูราวกับจะเห็นใจเกษตรกร แต่ความจริงคือ ต้องการขายส่วนผสม เช่นตัวสารเคมีฆ่าหญ้าเอง สารจับใบ หรือส่วนผสมต่าง ๆ และเขาก็ขายของได้กำไรจากการบอกสูตรและขายวัตถุดิบ”

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช บอกอีกว่า ขณะนี้กระทรวงฯ มีนโยบายที่เน้นการทำเกษตรแบบการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (จีเอพี) และโครงการผลักดันเกษตรกรรุ่นใหม่เข้ามาทำเกษตรอย่างมีองค์ความรู้และสามารถเผยแพร่ความรู้สู่เกษตรกรใกล้เคียงได้ และยังมีศูนย์เรียนรู้ในทุกจังหวัดเพื่อให้ความรู้กับเกษตรกร

 

เพื่อไม่ให้ความเชื่ออาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อทั้งคนกินและคนปลูก

 



เรื่องและภาพโดย ปวีณา ชูรัตน์ นักศึกษาวารสารและหนังสือพิมพ์ ชั้นปีที่ 2 รุ่น 11

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)