‘พาราควอต’ ภัยเงียบคุกคามเกษตรกร

15 กุมภาพันธ์ 2562 | อ่านแล้ว 399 ครั้ง    

 

พาราควอต สารเคมีกำจัดวัชพืชทางการเกษตร เป็นยาเผาไหม้ ฉีดแล้วหญ้าเฉาเหี่ยวและตายภายในเวลา 1-2 ชั่วโมง รายงานการนำเข้าวัตถุอันตรายปี 2560 ของสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ระบุว่า ไทยนำเข้าพาราควอต 44,501 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 40 มีมูลค่าประมาณ 3,816 ล้านบาท คิดเป็นอันดับ 1 ของมูลค่าการนำเข้าวัตถุอันตราย

 

เกษตรกรเลือกใช้สารเคมีชนิดนี้เพราะมันออกฤทธิ์เร็ว แต่โทษของมันเริ่มตั้งแต่มีสารเคมีสะสมอยู่ในสิ่งแวดล้อมทั้งที่อยู่ในดินและลำธาร และทำให้เมื่อเพาะปลูก พืชก็จะดูดซึมสารเคมีโดยรอบ

 

งานวิจัยเรื่องการจัดการและป้องกันการปนเปื้อนของสารพิษบนพื้นที่ต้นน้ำน่านของมหาวิทยาลัยนเรศวร ปี 2559 พบว่า มีการปนเปื้อนของพาราควอตเกินค่ามาตรฐานทั้งในแหล่งน้ำ ผิวดิน น้ำใต้ดิน ผัก และปลาที่จับจากแม่น้ำน่าน เมื่อคนหรือสัตว์รับประทานจะทำให้สารตกค้างในร่างกาย

 

ที่สำคัญพาราควอตที่สะสมอยู่ในผักผลไม้ไม่สามารถล้างออกได้ด้วยการต้ม เพราะมีจุดเดือดสูงถึง 300 องศาเซลเซียส

 

พาราควอตยังทำให้ระบบประสาทตอบสนองช้าลง อันเป็นสาเหตุของโรคพาร์กินสัน กล่าวคือ จะมีอาการเคลื่อนไหวช้า ร่ายกายสั่นเกร็งอยู่ตลอด เพราะเซลล์สมองถูกทำลายไปแล้วกว่าร้อยละ 60

 

งานศึกษาเชิงระบาดวิทยาในสหรัฐอเมริกา ปี 2552 พบว่า อาชีพที่ต้องใช้สารกำจัดศัตรูพืชจะมีความเสี่ยงเป็นโรคนี้สูงถึงร้อยละ 80

 

สารตกค้างพาราควอตที่สะสมในตัวแม่สามารถส่งต่อไปยังลูกในท้อง มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2559 พบว่า หญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่การเกษตรที่มีการฉีดพ่นสารเคมี มีปริมาณสารตกค้างพาราควอตในลูก 4-6 เท่า ของระดับพาราควอตในกระแสเลือดของแม่

 

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า คนไทยเสียชีวิตเพราะสารกำจัดจัดศัตรูพืชอย่างน้อย 1,715 คน และป่วยปีละกว่า 5,000 คน ในช่วง 3 ปี (2559-2561) ตัวเลขนี้ยังไม่นับรวมกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากสารตกค้างในสิ่งแวดล้อม

 

พาราควอตสามารถซึมเข้าผิวหนัง รายงานของสหภาพยุโรป ปี 2545 ระบุว่า การฉีดพ่นพาราควอตโดยใช้เครื่องพ่นสะพายหลัง มีโอกาสสัมผัสเกินค่ามาตรฐานถึง 60 เท่า แม้จะสวมอุปกรณ์ป้องกันอย่างมิดชิดแล้ว

 

แม้จะมีผลการศึกษาออกมาแบบนี้ แต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา คณะกรรมการวัตถุอันตรายของไทยลงมติ “ไม่แบน” วัตถุอันตราย 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโคเซต และคลอร์ไพริฟอส ขณะที่ 53 ประเทศทั่วโลกแบนไม่ให้มีการซื้อขายภายในประเทศแล้ว

 

กระทั่งวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ดังกล่าว และขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำไปพิจารณายกเลิกภายใน 1 ปี 



ศูนย์ข่าวเพชรบุรี

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)