ผลกระทบสารเคมีการเกษตร กับวงจรการอุปโภคบริโภคเมืองเพชรฯ

21 กุมภาพันธ์ 2562 | อ่านแล้ว 303 ครั้ง    


 “ปกติใช้มือเปล่าคัดแยกถั่วฝักยาวก่อนส่งขายให้พ่อค้าคนกลาง ทำแบบนี้วันละ 4 ชั่วโมง ปรากฏว่า วันหนึ่งอยู่ดี ๆ มือแห้ง มีผื่นและคัน พอไปตรวจเลือดที่สถานีอนามัย หมอบอกว่า มีปริมาณสารเคมีตกค้างในเลือดและอยู่ในภาวะเสี่ยง”

 

อำไพ สีฟ้า ผู้คัดแยกผลิตผลการเกษตรในตลาดกลาง อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี และเพื่อน ๆ อีก 8 คน มีอาการแพ้สารเคมีเมื่อไม่นานมานี้ จนทำให้พวกเธอต้องเริ่มใส่ถุงมือยางเพื่อป้องสารเคมีจากการคัดแยกถั่วฝักยาว

 

ไม่ต่างจาก อุไร แตงพลับ เกษตรกรใน อ.ชะอำ และสามี ก่อนหน้านี้พวกเขาต้องวิตกกับอาการเดียวกันเมื่อพบสารเคมีตกค้างในเลือด โดยเฉพาะสามีของเธอมีสารเคมีตกค้างในเลือดจนทำให้แขนขาของเขาใช้งานไม่ได้ไป 1 ปีครึ่ง จนทำให้หลังจากนั้นสามีภรรยาคู่นี้ตัดสินใจเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์

 

ประเทศไทยมีผู้ป่วยจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 4,001 คน เสียชีวิต 520 คน และเสียค่ารักษาพยาบาลมากกว่า 17 ล้านบาทต่อปี ตามรายงานข้อมูลผู้ป่วยระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 2561 ขณะที่ จ.เพชรบุรี มีรายงานการตรวจความเสี่ยงของสารเคมีปนเปื้อนในเลือดเกษตรกรของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ล่าสุดปี 2559 พบว่า เกษตรกรมีสารเคมีปนเปื้อนในเลือดอยู่ระดับเสี่ยงและไม่ปลอดภัยร้อยละ 42.74 ของเกษตรกรที่มาตรวจ

 

ไม่เพียงแต่ผู้ที่อยู่ในวงจรการผลิตและการกระจายพืชผลทางการเกษตรเท่านั้น แต่ผู้บริโภคอย่าง จิรวรรณ คำซาว ผู้ที่รับประทานอาหารชีวจิตซึ่งเน้นผักและผลไม้เป็นหลัก ก็ถูกตรวจพบปริมาณสารเคมีตกค้างในเลือดอยู่ในระดับที่ 4 คือ ระดับที่ร้ายแรงมากที่สุด เช่นกัน

 

ไม่คิดว่าจะพบสารเคมีในเลือดระดับที่มากที่สุด เพราะล้างผักหลายรอบก่อนรับประทาน ทำให้ตอนนี้ดิฉันต้องกลับมาคิดว่า เรากำลังกินอะไรอยู่ เธอบอก

 

มีข้อมูลที่น่าตกใจจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้เก็บผลผลิตทางการเกษตรมาตรวจสอบการตกค้างของสารเคมี เมื่อปี 2561 พบว่า บรรดาผักผลไม้ที่เรากินกันอยู่ทุกวัน คือ พริก ถั่วฝักยาว คะน้า มะเขือ มะเขือเทศ และส้ม ล้วนมีสารเคมีตกค้าง แม้ จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะยืนยันว่า ผักผลไม้ทั้ง 6 ชนิด ยังมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคอยู่ เนื่องจากจะเป็นอันตรายก็ต่อเมื่อบริโภคในปริมาณมาก

 

ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า สารเคมีกำจัดศัตรูพืชส่งผลต่อร่างกายของเกษตรกรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว สารเคมีบางตัวสงผลต่อระบบประสาทของมนุษย์ หรือสารกำจัดวัชพืชอย่างพาราควอตหรือไกลโคเซต จะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน แน่นหน้าอก เกิดผื่นและผิวหนังไหม้ ส่งผลต่อปอดและภาวะไตวาย

 

“ยิ่งเกษตรกรทำงานในช่วงที่อากาศร้อนจัดเท่าไหร่ ก็จะทำให้สารเคมีซึมเข้าผิวหนังได้ง่ายขึ้นเท่านั้น" รองอธิบดีกรมอนามัย ระบุ

 

เขาบอกอีกว่า สำหรับผู้บริโภค สารเคมีจะสะสมในร่างกาย ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในระบบต่าง ๆ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด แต่หากได้รับสารเคมีที่มีความเข้มข้นมากจะส่งผลต่อระบบทางเดินอาหาร แต่ไม่รุนแรงถึงการเกิดภาวะหัวใจวาย

 

นอกจากมนุษย์แล้ว สัตว์ในพื้นที่ก็ได้รับผลกระทบจากสารเคมีทางการเกษตรเช่นกัน

 

โน้ม อ่วมแสง เกษตรกรผู้เลี้ยงวัว ใน อ.บ้านลาด บอกว่า เคยพลาดให้วัวกินหญ้าที่มีสารเคมีจากไร่ที่ไม่มีป้ายเตือน ส่งผลให้วัวตาย

 

“ยังดีที่เจ้าของไร่ต้องรับผิดชอบเพราะไม่ได้ปักป้ายว่าฉีดยาไว้ แต่มันก็ไม่คุ้มกันเพราะเราเลี้ยงของเรามา” เขาบอก

 

 

ส่วน พรภัทร์ แสงเพชร เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวไร่ทุ่งจำนวน 47 ตัว ใน อ.บ้านลาด บอกว่า ต้องคอยระวังไม่ให้วัวไปกินหญ้าตามไร่ทุ่งที่มีการใช้ยาฆ่าหญ้าหรือยาฆ่าแมลง เพราะทำให้วัวแท้งหรือตาย ซึ่งแม้จะพอขายได้ แต่จะทำให้ราคาตกไปครึ่งหนึ่ง

 

เช่นเดียวกับ บัว สุขสมมาตร เกษตรกรใน อ.บ้านลาด หลังจากได้ยินข่าวเมื่อ 2 ปีที่แล้วว่า มีวัวใน ต.ตำหรุ อำเภอเดียวกันนี้ ไปกินหญ้าชายทุ่งจนวัวตายหมดทั้งฝูง ทำให้เขาเลี้ยงวัวในบริเวณของตนเองเท่านั้น และให้กินหญ้าที่ปลูกเองโดยเฉพาะ

 

หญ้าบางที่เขาฉีดยา เราไม่รู้หรอกเพราะหญ้ามันเขียวเหมือนกัน ถ้าวัวเผลอไปกินอาจถึงกับถ่ายท้องจนตาย บางคนเมื่อรู้ว่า วัวของเขาไปกินหญ้าที่มีสารเคมีเข้าไปพอเริ่มมีอาการก็จะรีบขายเลยผู้เลี้ยงวัวเนื้อมา 30 ปี บอก 

 

สารเคมีทางการเกษตร นอกจากจะส่งผลต่ออาหารที่คนและสัตว์กินเข้าไปแล้ว ยังส่งผลต่อแหล่งน้ำที่เราใช้

 

รายงานคุณภาพน้ำผิวดินของสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 8 (ราชบุรี) ระบุว่า น้ำในแม่น้ำเพชรบุรีตอนล่าง นับตั้งแต่ปากแม่น้ำบริเวณ ต.บ้านแหลม อ.บ้านแหลม จนถึงท้ายเขื่อนเพชรบุรี บริเวณ ต.ท่าแลง อ.ท่ายาง ที่เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรนั้น มีดัชนีคุณภาพน้ำอยู่ที่ 52-57 ถือว่าอยู่ในระดับเสื่อมโทรม

 

นพวรรณ เทียนบุญ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 8 (ราชบุรี) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้แม่น้ำเพชรบุรีเสื่อมโทรมมาจากการปล่อยน้ำเสียของครัวเรือนเป็นหลัก ส่วนสาเหตุจากสารเคมีทางการเกษตรนั้นมีปริมาณน้อยแต่ก็นับว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คุณภาพน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีเสื่อมโทรมลง

 

"โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งหรือช่วงน้ำน้อย จะทำให้สารเคมีเหล่านั้นเข้มข้นขึ้นเนื่องจากมีการเจือจางจากการไหลของน้ำลดลง และจะมีค่าแบคทีเรียมากขึ้นที่บริเวณปากแม่น้ำซึ่งเป็นจุดรวมของแม่น้ำก่อนลงสู่ทะเล อันจะทำให้น้ำบริเวณนั้นยิ่งเน่าเสีย"



เรื่องและภาพโดย นักศึกษาวารสารและหนังสือพิมพ์ ชั้นปีที่ 2 รุ่น 11

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)