First time voter กับชะตากรรมการเมือง

13 มีนาคม 2562 | อ่านแล้ว 505 ครั้ง    

ไตรมาสแรกของปี 2562 เป็นช่วงเวลาที่หลายคนรอคอย กับบรรยากาศการออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่หลายคนโหยหา

ทั้งยังเป็นวัน เข้าคูหากาเบอร์ที่ใช่ครั้งแรกของประชากรร่วม 8 ล้านคน ที่ถูกจัดเป็น First time voter หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการรัฐประหารเมื่อปี 2557

หนังสือพิมพ์ลูกศิลป์ได้รับโอกาสจาก สติธร ธนานิธิโชตินักวิชาการชำนาญการ สถาบันพระปกเกล้า มองผ่านม่านหมอกที่คลุมประเทศไทยไว้ร่วม 5 ปี ถึงโอกาสในการเรียนรู้ประชาธิปไตยครั้งใหม่ ที่คนรุ่นใหม่อาจเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญ

First time voter มีผลต่อการตั้งรัฐบาลมากแค่ไหน?

First time voter มีความสำคัญ เพราะถูกคาดหวังว่า น่าจะยังไม่มีพรรคในดวงใจ ทัศนคติอาจยังเปิดกว้าง เปิดรับได้ทุกพรรคทุกคน หากเทียบกับคนที่เคยมีประสบการณ์เลือกตั้งแล้ว เขาก็มีแนวโน้มจะมีพรรคในดวงใจมีผู้สมัครที่ชื่นชอบอยู่แล้ว นักการเมืองและนักวิเคราะห์จึงมองว่า คนเหล่านี้อาจจะชอบพรรคไหนก็อาจยังเลือกพรรคนั้นอยู่

เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะลงคะแนนครั้งแรกด้วยจำนวนที่มากร่วม 8 ล้านคน หากบรรยากาศของการเลือกตั้ง เอื้อให้คนกลุ่มนี้ออกมาใช้สิทธิอย่างคึกคัก สมมติใช้สิทธิสักร้อยละ 80 คือประมาณ 6 ล้านคน คำนวณด้วยระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ คิดเป็นที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 80 กว่าที่นั่ง หมายความว่า พรรคการเมืองใดก็ตามที่ได้ใจคนกลุ่มนี้ ในแง่ทางการเมืองถือว่ามีอำนาจต่อรองสูง มีโอกาสได้ร่วมรัฐบาล ถ้าได้ร่วมรัฐบาลก็มีโอกาสได้รับตำแหน่งสำคัญ ๆ ในกระทรวงสำคัญ ๆ คือเป็นตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะฉะนั้น ทุกพรรคการเมืองจึงทำการบ้านกันอย่างหนัก ในการหาแนวนโยบาย หาบุคคล หรือผู้นำ ที่จะทำให้คนที่มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกสนใจ และออกไปเลือกพรรคหรือคนเหล่านั้น

พรรคต่าง ๆ พยายามดึงดูดพวกเขาอย่างไร

อย่างแรกคือการเปิดตัวคนรุ่นใหม่ที่อายุน้อย พื้นฐานครอบครัวดี พื้นฐานการศึกษาดี บุคลิกหน้าตาดี เราเห็นปรากฏการณ์นี้กับทุกพรรค ทั้งพรรคการเมืองที่เคยตั้งมาก่อน ปี 2557 หรือพรรคที่เพิ่งตั้งใหม่ปีนี้ อันนี้คือในแง่ตัวบุคคล

ในแง่นโยบายพบว่า หลาย ๆ พรรค มีแนวทางที่จะคิดนโยบายที่ทำให้คนที่มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ซึ่งอายุประมาณ 18-24 ปี หันมาสนใจ นโยบายแปลก ๆ ใหม่ ๆ เช่น อี-สปอร์ต หรือเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่นการลดภาวะโลกร้อน การรณรงค์เรื่องการไม่ใช้พลาสติก เป็นต้น

สุดท้ายคือการใช้ social media ในการหาเสียง จะเห็นว่าทุกพรรคมีเพจเฟซบุ๊ก มีการปล่อยวิดีโอสั้น ๆ ที่เป็นกระแส เนื้อหานโยบายการเมืองจะสั้น กระชับ ดึงดูดความสนใจ

First time voter ในอดีตออกไปใช้สิทธิไม่ถึงร้อยละ 50 จะถือเป็นจุดพลิกเกมได้หรือ

คนกลุ่มนี้นับเป็นฐานเสียงจำนวนมากก็จริง แต่สถิติที่ผ่านมาพบว่าคนอายุน้อย ๆ ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในสัดส่วนที่ต่ำ อาจด้วยเรื่องการออกไปใช้สิทธิในประเทศเราไม่ค่อยถูกกับนิสัยของคนรุ่นใหม่ เพราะเป็นการจัดการเลือกตั้งแบบประเพณีนิยม คือเข้าคูหากาบัตร ในขณะที่พฤติกรรมการสื่อสารทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ทำผ่านช่องทางออนไลน์ คนกลุ่มนี้มีความตื่นตัวสนใจรับข้อมูลข่าวสาร มีการแสดงออก แสดงความคิดเห็นทางการเมือง แต่เมื่อถึงวันลงคะแนน จำเป็นต้องเดินทางไปที่หน่วยเลือกตั้ง เขาอาจจะรู้สึกว่าเป็นภาระ จึงไม่ออกไปใช้สิทธิ ในเมื่อการแสดงออกทางการเมืองสามารถทำได้ในช่องทางอื่น เช่นการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายผ่านสื่อสังคมต่าง ๆ

เพราะฉะนั้นการคาดหวังว่า คนอายุน้อย ๆ ซึ่งมีประมาณ 7-8 ล้านคนจะออกมาใช้สิทธิกันอย่างคึกคักก็ไม่ง่าย ถ้าพรรคการเมืองอยากได้คะแนนจากคนกลุ่มนี้ ก็ต้องสร้างแรงดึงดูดให้เห็นว่า การออกไปใช้สิทธิลงคะแนนแม้อาจเป็นวิธีที่ไม่ทันสมัย แต่มีความสำคัญ

อีกตัวแปรที่สำคัญคือบรรยากาศทางการเมือง ถ้าบรรยากาศเปิดกว้าง ก็มีโอกาสที่คนกลุ่มนี้จะออกไปใช้สิทธิมาก ถ้าบรรยากาศทำให้รู้สึกว่าการเมืองหรือการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเรื่องความวุ่นวาย คนรุ่นใหม่ ๆ ก็อาจไม่ออกไปก็ได้

บรรยากาศเปิดกว้างพอจะดึงดูดให้พวกเขาออกไปใช้สิทธิไหม

ถ้าเป็นเรื่องของกติกา ยกตัวอย่างประเทศกัมพูชา ที่มีเลือกในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับมาเลเซีย แต่การเลือกตั้งของกัมพูชา เป็นการเลือกตั้งที่ไม่เสรี คือพรรครัฐบาลใช้อำนาจกฎหมายยุบอำนาจฝ่ายค้านออกไป พูดง่าย ๆ เป็นการเลือกตั้งข้างเดียว มีแต่พรรครัฐบาลให้ประชาชนเลือก ความตื่นตัวสนใจของประชาชนที่มี จึงถูกกดทับด้วยกติกาที่จำกัดสิทธิเสรีภาพ กลายเป็นว่า การเลือกตั้งดำเนินการได้ แต่ผลที่ออกมาไม่เป็นที่ยอมรับ

การเมืองแบบนี้สุดท้ายจึงเป็นการจัดการเลือกตั้งเพื่อรองรับความชอบธรรมในการกลับสู่อำนาจของรัฐบาลเท่านั้น ไม่ได้กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือกระตุ้นให้เกิดความฝัน ความหวัง ซึ่งประเทศไทยควรยึดเป็นบทเรียน

สถิติผู้ใช้สิทธิครั้งแรกของประเทศอื่นก็ไม่ถึงครึ่งจะคาดหวังอะไรได้หรือไม่

ที่ประเทศมาเลเซียให้บทเรียนว่า เราสามารถคาดหวังกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน้าใหม่ได้ แต่การคาดหวังนั้นไม่ใช่แค่ให้เขาออกมาใช้สิทธิ เพราะเอาเข้าจริงคนกลุ่มนี้ของมาเลเซียออกมาใช้สิทธิเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น แต่สามารถพลิกโฉมการเลือกตั้งได้

การเลือกตั้งครั้งดังกล่าว สามารถเปลี่ยนเอาพรรคการเมืองรัฐบาลที่ครองอำนาจ 60-70 ปี ให้แพ้เป็นครั้งแรก หมายความว่า First voter ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ต้องระดมกันออกมาใช้สิทธิจำนวนมาก ๆ เท่านั้น แต่พวกเขายังเป็นกำลังสำคัญในการรณรงค์ เชิญชวนให้คนวัยอื่น ๆ หันมาลงคะแนนในทิศทางที่ตนต้องการด้วย

แล้วถ้าเทียบการรณรงค์ของผู้ใช้สิทธิครั้งแรกของเขากับของเราล่ะ?

มีกลุ่มเยาวชนที่รวมตัวกันเพื่อขับเคลื่อนทางการเมืองอยู่หลายกลุ่ม เช่น กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่เรียกร้องว่าการเลือกตั้งต้อง free, fair และ fruitful กับอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจไม่ค่อยอยู่ในหน้าสื่อมวลชนมากนัก เป็นกลุ่มที่เคยผ่านการอบรมขององค์กรต่างประเทศที่ทำหน้าที่ในการสังเกตการณ์การเลือกตั้งในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรนี้จะขออนุญาตรัฐบาล เข้าไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งในประเทศต่าง ๆ โดยทำงานเชื่อมโยงกับองค์กรภาคเอกชนในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายคล้าย ๆ กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง คือต้องการให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เป็นการเลือกตั้งที่อิสระ และสร้างความเป็นธรรม โดยแนวทางที่จะทำให้เกิดสองสิ่งนี้ได้ คือต้องมีการตรวจสอบการเลือกตั้งโดยภาคประชาชน

กรณีที่คนพูดถึงอยู่เสมอคือฟิลิปปินส์ สมัยประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ผลการตรวจสอบจากภาคประชาชน ปรากฏว่า ผลของการนับโดยภาคประชาชนและภาครัฐแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คือเปลี่ยนแพ้เป็นชนะ สุดท้ายข้อมูลส่วนนี้ก็ดึงให้เกิดเป็นขบวนการภาคประชาชนขับไล่รัฐบาล ซึ่งนี่คือข้อดีของกระบวนการประชาธิปไตย ถ้าเราพบอะไรที่ไม่ชอบมาพากลเราสามารถพัฒนาและยกระดับจนสามารถเปลี่ยนแปลงการเมืองที่ย่ำแย่ให้กลายเป็นการเมืองที่ดีขึ้นได้

เลือกตั้งที่มี First time voter จำนวนมาก กับบรรยากาศการเมืองแบบนี้ จะคาดเดาผลการเลือกตั้งได้ไหม

เดายาก ประการแรก สมมติว่าเทียบเคียงกับผลการลงคะแนนเมื่อปี 2554 ซึ่งพอมีข้อมูลว่า คนช่วงอายุนี้เมื่อต้องตัดสินใจเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมือง เขาเลือกอย่างไร แต่รอบนี้กติกาเปลี่ยน อย่าว่าแต่ new voter เลย old voter ก็ไม่ทราบ เพราะแต่เดิมมีบัตร 2 ใบ เลือกคนที่รักกับพรรคที่ชอบ รอบนี้บัตรเดียวเลือกทั้งสองอย่าง คำถามคือ คนที่เคยเลือกเขตพรรคหนึ่ง เลือกบัญชีรายชื่ออีกพรรคหนึ่ง รอบนี้เหลือบัตรเดียวจะตัดสินใจบนฐานอะไร

ประการที่สอง ประเทศไทยไม่ได้เลือกตั้งมาราว 8 ปี หนำซ้ำอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของการเมืองแบบปิดตั้งแต่ปี 2557 มา 5 ปี เราไม่ได้พูดคุยการเมืองกันแบบเสรี พรรคการเมืองไม่ได้ทำกิจกรรมแบบเสรีอิสระ พอถึงปีใหม่เราบอกว่าเราจะเลือกตั้งกันอีกสองเดือนข้างหน้า การจะคาดเดาอะไรในช่วงนี้จึงเป็นเรื่องยากมาก

การที่จำนวน First time voter ในการเลือกตั้งรอบที่เกิดขึ้นมีจำนวนมากเป็นพิเศษนั้นมีข้อดีในเชิงวิชาการคือ ผลการลงคะแนนที่ออกมาจะเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่จะเรียนรู้ว่า หากระหว่างทางมีบรรยากาศการแข่งขันอย่างเสรี มีการประชาสัมพันธ์ จะช่วยทำให้ผู้เลือกตั้งหน้าใหม่ ตื่นตัวสนใจที่จะออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งจะเป็นคุณค่าทางวิชาการในการนำไปคิดต่อว่า ในอนาคตเราปรับปรุงอะไรกันได้บ้าง

เพราะฉะนั้นในเมื่อเล็งเห็นความสำคัญ ระหว่างทางก่อนจะไปถึงวันนั้นจึงไม่ควรปล่อยไปเฉย ๆ คงต้องอาศัยโอกาสนี้ในการทดลองอะไรใหม่ ๆ ถ้าได้ผลก็แปลว่าระยะยาวในเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตยก็อาจนำไปปรับใช้ได้ จึงถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ไปด้วยกัน

 



เรื่องเเละภาพโดย จิรภิญญา สมเทพ เเละ รัตติยา นาเมืองรักษ์ นักศึกษาวารสารและหนังสือพิมพ์ ชั้นปีที่ 3 รุ่น 10

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)