พ่อแม่สุดห่วงต้องฝากลูกแถวบ้าน 14 ปี ศูนย์เลี้ยงเด็กเพื่อแรงงานเหลว

18 มีนาคม 2562 | อ่านแล้ว 321 ครั้ง    

 

แรงงานห่วงหน้าพะวงหลัง ที่ทำงานไร้สถานเลี้ยงเด็ก 14 ปี ศูนย์เลี้ยงเด็กเพื่อแรงงานล้มเหลว มีแค่ 91 แห่งจาก 4 แสนบริษัท พ่อแม่สุดห่วงต้องฝากลูกแถวบ้านจ่ายครึ่งหมื่น แถมที่รับเลี้ยงไม่มีใบอนุญาต นักวิชาการชี้รัฐกระตุ้นเพิ่มบุตรแต่นโยบายไม่สอดคล้อง รองอธิบดีคุ้มครองแรงงานฯ แจงนโยบายทำได้เพียงสนับสนุน

 

ดิฉันมีลูกอายุ 2 ขวบ ต้องฝากคนรู้จักแถวบ้านเลี้ยงเพราะต้องทำงาน หากวันไหนเขาไม่ว่าง ก็ต้องพาลูกใส่รถเข็นเข้าไปเลี้ยงในที่ทำงานซึ่งไม่มีพื้นที่เพียงพอ บางครั้งเพื่อนร่วมงานไม่พอใจ บ่นว่าไม่ใช่ที่เลี้ยงเด็ก

 

นางสาวธัญญารัตน์ มงคล พนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งใน จ.ยโสธร ต้องพะวงทุกครั้งเวลาไปทำงานเพราะต้องฝากลูกน้อยไว้กับเพื่อนบ้าน เธอบอกด้วยว่า สาเหตุที่ไม่ฝากลูกไว้กับสถานเลี้ยงเด็กเอกชน เพราะเห็นข่าวเด็กถูกทำร้ายบ่อยครั้ง จึงไม่วางใจ หากสถานที่ทำงานมีห้องเลี้ยงเด็ก คงจะไม่กังวลเรื่องความปลอดภัยของบุตร

 

แม้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จะลงนามร่วมกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข จัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กเพื่อผู้ใช้แรงงานในสถานประกอบกิจการและชุมชน ตั้งแต่ปี 2547 และขยายมาตรการยกเว้นภาษีให้เอกชนขอลดหย่อนภาษีค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งศูนย์ฯ ไม่เกิน 1 ล้านบาท จากที่จ่ายจริงถึงสิ้นปี 2561 รวมถึงมีประกาศบังคับใช้ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ว่าด้วยการจัดให้มีศูนย์รับเลี้ยงเด็กในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2560 แต่ข้อมูลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานปี 2561 ระบุว่า ตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงปัจจุบัน มีศูนย์เลี้ยงเด็กในสถานประกอบกิจการจดทะเบียนเพียง 91 แห่ง จากสถานประกอบกิจการทั่วประเทศมีทั้งหมด 402,708 แห่ง คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.02

 

นอกจากนี้ แม้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 หมวด 3 ว่าด้วยที่ตั้ง สภาพแวดล้อมและลักษณะอาคารของสถานรับเลี้ยงเด็กจะกำหนดมาตรฐานว่า ต้องมีความปลอดภัยกับเด็กเพื่อไม่ให้มีการเกิดอุบัติเหตุและความรุนแรงเกิดขึ้นภายในสถานรับเลี้ยงเด็ก

 

แต่จากการสำรวจของผู้สื่อข่าวย่านจรัญสนิทวงศ์ที่มีสถานประกอบการอยู่เป็นจำนวนมาก พบใบประกาศรับเลี้ยงเด็กติดไว้ที่หน้าร้านตัดผมในหมู่บ้านแห่งหนึ่งเป็นบ้าน 2 ชั้น ประตูและรั้วเป็นเหล็กดัดสูง หน้าบ้านติดถนน มีรถวิ่งเข้าออกตลอดเวลา ไม่มีป้ายระบุว่า เป็นสถานประกอบการรับเลี้ยงเด็ก

 

เมื่อสอบถามรายละเอียดการฝากเลี้ยงกับลูกจ้างร้านตัดผมดังกล่าว ได้รับคำตอบว่า รับเลี้ยงเด็กตั้งแต่อายุ 3 เดือน - 3 ปี ราคาเดือนละ 4,500 บาท หากฝากเป็นรายวัน คิดวันละ 200 บาท ตั้งแต่เวลา 07.00 น.-18.00 น.

 

“ที่นี้รับฝากเลี้ยงเด็กมานานกว่า 7 ปี เริ่มแรกคนในหมู่บ้านนำมาฝากเลี้ยง ไม่ได้รับเลี้ยงจริงจังจึงไม่ได้มีใบอนุญาต เพราะเปิดร้านเสริมสวยเป็นหลัก ภายหลังเจ้าของร้านตัดผมผันมารับเลี้ยงเด็กแทน ปัจจุบันมีเด็กรับเลี้ยงประจำ 1 คน บางวันอาจมีเพิ่ม 2–3 คน” ลูกจ้างคนเดิม เผย

 

ขณะที่ย่านลาดกระบังซึ่งมีโรงงานตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก เจ้าของบ้านรับเลี้ยงเด็กรายหนึ่ง เผยว่า ปัจจุบันเลี้ยงเด็ก 3 คน เป็นหลานทั้งหมด แบ่งเป็นเด็กโตเข้าโรงเรียนแล้ว 2 คน หลังเลิกเรียนก็จะมารอผู้ปกครองที่นี่ และวันหยุดก็จะมาอยู่ด้วยทั้งวัน ส่วนอีกคนเป็นเด็กอ่อนที่เลี้ยงประจำ เพราะแม่ทำงานอยู่ต่างจังหวัด ค่าเลี้ยงดูจะตกคนละ 2,000-3,000 บาท แต่จะรับเลี้ยงเฉพาะคนรู้จักเท่านั้น

 

นางณัฐธิวรรณ ไตรรัตน์ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการทรัพยาการมนุษย์ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.)  กล่าวว่า ฝ่ายสวัสดิการจัดงบประมาณประจำปีสำหรับห้องเลี้ยงเด็กโดยเฉพาะ ทำให้การใช้ห้องเลี้ยงเด็กไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากค่าอาหารเด็กวันละ 50 บาทเท่านั้น

 

“ปัจจุบันมีเด็กเข้าใช้บริการกว่า 80 คน พนักงานพอใจมาก ไม่เคยมีการร้องเรียน ส่วนค่าใช้จ่ายภายในห้องเลี้ยงเด็กองค์กรต้องจ่ายต่อปีไม่เกิน 400,000 บาท แต่ก็ทำให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข ไม่ห่วงความปลอดภัยของบุตรหลาน” นางณัฐธิวรรณ กล่าว

 

นางศิริวรรณ เทียนทองไทย ผู้จัดการฝ่ายบริหารและบริการทั่วไป บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเห็นความสำคัญของพนักงานที่มีครอบครัว ไม่ต้องการให้เกิความกังวลเวลาทำงาน จึงจัดตั้งศูนย์พัฒนาการเลี้ยงเด็กขึ้นมา พนักงานที่ต้องการฝากเลี้ยงเสียค่าใช้จ่ายวันละ 50 บาท ซึ่งห้องดังกล่าวเปิดมานานกว่า 30 ปี ผลตอบรับของพนักงานอยู่ในระดับดีมาก

 

ขณะที่ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์บริษัท แสนสิริ จักัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า มีเพียงห้องสำหรับแม่ปั๊มน้ำนมให้บุตร ผู้ปกครองสามารถนำบุตรไปเล่นในห้องได้ หากเป็นเด็กเล็กต้องมีคนดูแล เพราะไม่มีพี่เลี้ยงเด็ก และยังไม่มีนโยบายห้องเลี้ยงเด็กในที่ทำงาน เพราะมีรายละเอียดการจัดตั้งเยอะ แต่ในอนาคตอาจมีการนำเสนอนโยบายเรื่องนี้ได้

 

นางสาวพุทธินันท์ สุขพรวรกุล ฝ่ายข้อมูลและเผยแพร่ มูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า สถานประกอบการรวมถึงรัฐให้ความสำคัญเรื่องห้องเลี้ยงเด็กในที่ทำงานน้อยมาก หลายสถานประกอบการมักพูดถึงเรื่องความสุขในที่ทำงาน แต่กลับไม่พูดถึงสวัสดิการห้องเลี้ยงเด็กในที่ทำงาน เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐที่มีสถานเลี้ยงเด็กในที่ทำงานเพียง 6 แห่ง สะท้อนว่า หน่วยงานหลักเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้เท่าที่ควร

 

นางสาวจงจิตต์ ฤทธิรงค์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การสร้างสถานที่เลี้ยงเด็กในที่ทำงานมี 3 รูปแบบ แบบแรกสร้างในที่ทำงาน มีค่าใช้จ่ายสูง แบบที่ 2 ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าแบบแรก คือ บริษัทสนับสนุนค่าใช้จ่ายสถานเลี้ยงเด็กที่ใกล้บริษัท แบบสุดท้าย คือ บริษัทหลายแห่งร่วมกันลงทุนเปิดเป็นศูนย์เลี้ยงเด็กเพื่อพนักงาน

 

“รัฐควรสร้างเงื่อนไขให้เกิดการตั้งศูนย์ในรูปแบบเหล่านี้ให้เหมาะสมกับธุรกิจต่าง ๆ แม้สถานเลี้ยงเด็กในที่ทำงานจะไม่ได้มีผลโดยตรง แต่ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมีบุตรของพ่อแม่ยุคใหม่ โดยนโยบายดังกล่าวจะช่วยตอบสนองนโยบายรัฐที่ต้องการเพิ่มอัตราเจริญพันธุ์รวมของประเทศที่ปัจจุบันผู้หญิงมีบุตรน้อยลงให้มีบุตรเพิ่มขึ้น” นางสาวจงจิตต์ กล่าว 

 

นายสมบรูณ์ ตรัยศิลานันท์ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ชี้แจงว่า เหตุที่ทำให้ศูนย์เลี้ยงเด็กในสถานประกอบมีน้อย มีสาเหตุหลักคือ ต้นทุนสูงและเป็นการลงทุนในระยะยาว ทำให้นายจ้างถอดใจ การจัดตั้งห้องเลี้ยงเด็กยังต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของ พม. หากสถานประกอบกิจการใดมีพี่เลี้ยงต้องมีใบรับรองจาก พม. และสภาพแวดล้อมของโรงงานบางประเภทที่ไม่อำนวยต่อการจัดตั้งศูนย์ฯ

 

“รัฐพยายามออกมาตรการทางภาษี และส่งเสริมให้ชุมชนโดยรอบของสถานประกอบการตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันศูนย์เลี้ยงเด็กในชุมชนมี 63 แห่ง ยอมรับว่ายังไม่สามารถผลักดันให้เป็นนโยบายสวัสดิการขั้นพื้นฐานได้ ทำได้เพียงส่งเสริมเท่านั้น เนื่องจากโรงงานบางประเภทไม่สามารถจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กในที่ทำงานได้” นายสมบูรณ์ กล่าว 



เรื่องและภาพโดย รัตติยา นาเมืองรักษ์ นักศึกษาวารสารและหนังสือพิมพ์ ชั้นปีที่ 3 รุ่น 10

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)