เพาะแมว‘มันช์กินโฟล์ด’อาจทรมานสัตว์ เผยปากแหว่ง-ขาบิด-ตายมากกว่ารอด

23 มีนาคม 2562 | อ่านแล้ว 762 ครั้ง    

 

แมวขาสั้นหูพับ ‘มันช์กินโฟล์ด’ ขายเกลื่อนเฟซบุ๊ก ชี้เป็นแมวพิการ เพาะพันธุ์แล้วปากแหว่ง ขาบิด แถมตายมากกว่ารอด อาจทรมานสัตว์ นักพัฒนาสายพันธุ์-นักวิชาการประสานเสียง ไม่ควรผสมพันธุ์ด้อยด้วยกัน ผอ.รพ.สัตว์ระบุยังไม่ขึ้นทะเบียนเป็นพันธุ์ใหม่เพราะยังถกประเด็นสุขภาพ เลขาฯ พิทักษ์สัตว์ ไม่ฟันธงทรมานสัตว์หรือไม่ ปศุสัตว์ยันไม่ผิดกม. 

 

หนังสือพิมพ์ลูกศิลป์รายงานว่า ขณะนี้ในสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก มีการโฆษณาขายแมวขาสั้นหูพับที่เรียกว่าพันธุ์มันช์กินโฟล์ดอย่างแพร่หลาย ราคาตัวละ 10,000 บาท ไปจนถึง 100,000 บาท อย่างไรก็ดี ผู้ช่วยสัตวแพทย์รายหนึ่ง เปิดเผยว่า แมวพันธุ์นี้จัดว่า เป็นแมวพิการ มีร่างกายผิดปกติ ขาสั้นกว่าแมวทั่วไป หูพับสนิท เมื่อโตเต็มที่ตัวจะไม่ใหญ่ เกิดจากการผสมพันธุ์กันระหว่างพันธุ์สก็อตติสโฟล์ดและมันช์กิน

 

“หลายครั้งลูกแมวออกมาปากแหว่ง เพดานโหว่ ขาสั้น กระดูกขาไม่ครบ ขาบิด น็อกตายไปเฉย ๆ ที่รอดโตมาปกติมีจำนวนน้อย อยู่ได้ราว 3 ปี ก็ตาย” ผู้ช่วยสัตว์แพทย์คนดังกล่าว ระบุ

 

เจ้าของกิจการฟาร์มแมวขาสั้นรายหนึ่ง เปิดเผยว่า แมวขาสั้นหูพับเป็นที่นิยม เป็นแมวสุขภาพดี ไม่ผิดปกติ แต่เพาะยาก หากเพาะได้แมวหน้าตาดี ราคาจะสูงถึง 50,000-100,000 บาท แต่ถ้าลักษณะไม่โดดเด่น ราคาปกติ 15,000 บาท

 

นางสาวจิดาภา บุรณศิริ เจ้าของฟาร์มแมว ‘Buran Cattery’ ผู้เพาะพันธุ์แมวและศึกษาสายพันธุ์แมวขาสั้นหูพับ เผยว่า โดยทั่วไปนักพัฒนาสายพันธุ์จะหยุดความด้อยของสายพันธุ์ไว้ โดยการผสมพันธุ์คู่แมวขาสั้นกับขายาว หรือแมวหูพับกับหูตั้ง เพื่อไม่ให้มีลักษณะด้อย 2 อย่าง อยู่ในแมวตัวเดียว

 

“แต่แมวพันธุ์ขาสั้นหูพับ เพาะโดยนำลักษณะด้อย 2 อย่างมาอยู่ในตัวเดียว โดยเฉพาะขาที่สั้นและบิดบ่งบอกว่า กระดูกผิดปกติ และอย่างมากอยู่แค่รุ่นลูก หลาน ก็ตายหมด เทียบกับแมวปกติ จะสืบสายพันธุ์ต่อกันได้เป็น 10 รุ่น” นางสาวจิดาภา กล่าว

 

นายศกร คุณวุฒิฤทธิรณ รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์หรือการผสมเลือดชิดเป็นเรื่องที่ทำกันปกติทั้งในภาคสัตว์เกษตรและสัตว์เลี้ยงสวยงาม ในกรณีสัตว์สวยงามหรือสัตว์เลี้ยงทั่วไปการผสมพันธุ์หรือการผสมเลือดชิดเป็นการผสมพันธุ์เพื่อให้ได้ลักษณะที่ต้องการ ซึ่งจะเพาะพันธุ์แบบไหนแล้วแต่คนจะออกแบบ

 

“แต่ถ้าหากเพาะออกมาแล้วลูกอ่อนแอนั้นจะมองว่า เป็นการทารุณกรรมสัตว์หรือไม่ก็แล้วแต่คนจะตีความ แต่ในส่วนจรรยาบรรณการผสมพันธุ์ที่รู้อยู่แล้วว่า จะทำให้สัตว์อ่อนแอก็จะหลีกเลี่ยง” รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะเกษตร กล่าว  

 

สพ.ญ.เกวลี ฉัตรดรงค์ ศาสตราจารย์ประจำคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์ จุฬามหาวิทยาลัย กล่าวว่า การนำยีนส์ด้อยกับยีนส์ด้อยมาผสมพันธุ์กัน บางครั้งก็ออกมาเด่น การผสมแบบดังกล่าว สัตว์ที่คลอดออกมาจึงอาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้

 

“ในพระพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันการทารุณกรรมและการสวัสดิภาพสัตว์ ปี 2557 ไม่ได้ห้ามเรื่องการเพาะพันธุ์สัตว์ข้ามสายพันธุ์ แมวพันธุ์มันช์กินโฟล์ดไม่ได้ถูกจดทะเบียนให้เป็นพันธุ์หรือเป็นชนิดของแมว ไม่ว่าจะในระดับสากลหรือประเทศไทย เพราะยังมีข้อสงสัยเรื่องของความเจ็บป่วยของสัตว์ อย่างไรก็ตามสามารถเลี้ยงได้ เพราะกฎหมายไม่ได้มีบทลงโทษว่า ห้ามเพาะพันธุ์” สพ.ญ. เกวลี กล่าว

 

เมื่อถามถึงประเด็นสิทธิสัตว์ที่ต้องได้รับการคุ้มครองเรื่องสุขภาพ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์ กล่าวว่า หลักการคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์คือ เมื่อสัตว์เกิดมาไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม จะพิการ ไม่สมประกอบ หรือเป็นโรค เจ้าของต้องดูแลให้เหมาะสม มีอาหาร มีน้ำอย่างเพียงพอ ไม่เกิดความทรมานขณะเลี้ยงดู

 

นายโรเจอร์ โลหะนันท์ เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์ กล่าวว่า การผสมพันธุ์แมวข้ามสายพันธุ์ไม่ผิดกฎหมาย และจะผิดเรื่องทารุณกรรมสัตว์ต่อเมื่อทำให้สัตว์พิกลพิการ แต่ถ้าเพาะออกมาแล้วเจ็บป่วย อ่อนแอลงหรืออายุสั้นกว่ารุ่นพ่อ รุ่นปู่ เป็นเรื่องตรวจสอบยากว่า ทารุณกรรมสัตว์หรือไม่ ขณะเดียวกันยังไม่มีกฎหมายควบคุมการเพาะพันธุ์สัตว์เลี้ยงเพื่อจำหน่าย แค่ขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์ก็สามารถเพาะขายได้แล้ว

 

“ตอนนี้กรมฯ ยังไม่ร่างกฎหมายกำหนดมาตรฐานฟาร์มแมวและสุนัข ทราบว่า กรมฯ เคยพยายามผลักดันตั้งแต่ปี 2547 แต่ไม่สำเร็จ เพราะผู้ประกอบการไม่ยอมเข้ามาร่วม เพราะกฎหมายต้องกำหนดจำนวนครั้งที่พ่อพันธุ์แม่พันธุ์จะทำลูกได้ต่อปี และต้องแจ้งจำนวนลูกสุนัขลูกแมวที่เพาะได้ จึงอาจมีผลต่อรายได้ของฟาร์ม” นายโรเจอร์ กล่าว

 

นายธีระวุฒิ สุวัธนะเชาว์ ผู้อำนวยการกองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ กรมปศุสัตว์ ชี้แจงว่า การผสมพันธุ์สัตว์ข้ามสายพันธุ์เป็นเรื่องปกติทั่วไป ไม่ผิดกฎหมาย ตอนนี้กฎหมายลงโทษผู้เพาะพันธุ์ฐานทารุณสัตว์ได้แค่เลี้ยงไม่ดี หรือให้อาหารไม่ดี นอกจากนี้ การผสมพันธุ์เช่นนี้ก็ไม่ได้ทำให้ลูกอ่อนแอเสมอไป

 

“แต่ขณะนี้กรมฯ กำลังร่างระเบียบกำหนดมาตรฐานฟาร์มสัตว์เลี้ยง ซึ่งจะกำหนดให้ฟาร์มต้องแจ้งว่า จะผสมพันธุ์อย่างไร เมื่อผสมพันธุ์แล้วหากมีลูกอ่อนแอต้องมีแผนรับมือ หากต้องทำลาย ต้องระบุว่า จะทำลายด้วยวิธีไหน คือมีแผนแสดงชัดเจน ปรับเปลี่ยนการปฏิบัติไม่ได้ คาดว่าจะประกาศใช้ปี 2562” นายธีระวุฒิ กล่าว



เรื่องและภาพโดย กาญจนา ผกาแก้ว นักศึกษาวารสารและหนังสือพิมพ์ ชั้นปีที่ 3 รุ่น 10

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)