แนวร่วมปลอดสารพิษ

18 มีนาคม 2556 | อ่านแล้ว 979 ครั้ง    

แนวร่วมปลอดสารพิษ: ธิมา ไหมแพง

 

ความรู้สึกปลอดภัยและมั่นคงในชีวิต เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามต้องการ เมื่อใดที่พบว่าความรู้สึกดังกล่าวทั้งสองหายไปหรือลดลง คนเราจะรู้สึกว่า ตัวเองกำลังถูกคุกคาม

 

เรื่องอาหารการกิน ก็ถือเป็นประเด็นที่ผู้คนในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญเป็นอันมาก สังเกตจากข้อคิดข้อเขียนผ่านสื่อต่างๆที่พูดถึงเรื่องนี้

 

สำหรับความปลอดภัยในด้านการบริโภคอาหาร ในปัจจุบันมีการรับรองคุณภาพจากหลายองค์กรเพื่อให้การกินของมนุษย์มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

 

ในประเทศไทยเองก็เช่นเดียวกัน ข่าวเรื่องการปนเปื้อนของพืชผักที่ส่งออกให้กับสหภาพยุโรป ทำให้หลายคนพากันตื่นตัวและตั้งคำถามกับค่ามาตรฐานในเรื่องการรับรองความปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากขึ้นไปอีก

 

นั่นทำให้ผักออแกนิก หรือพืชเกษตรอินทรีย์ กลับมาเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ

 

แม้แต่เกษตรเชิงพาณิชย์แบบเดิมก็ได้รับการเรียกร้องให้ปลูกผักอย่างปลอดภัย และมีส่วนรับผิดชอบต่อสารพิษที่อาจจะเกิดขึ้น

 

อย่างไรก็ดี เรื่องการใช้สารเคมีในการปลูกพืชผัก กลับกลายเป็นว่า เกษตรกรกลายเป็นคนกลุ่มแรกที่ถูกประณามเมื่อมีข่าวร้ายเกี่ยวกับพิษภัยที่เกิดขึ้นกับการบริโภคของคนส่วนใหญ่

 

การกล่าวโทษเช่นนั้นคงไม่เป็นธรรมนัก เพราะถ้ามองให้ลึกลงไป ภาระที่เกษตรกรต้องแบกรับในการสร้างความปลอดภัยให้กับผู้คนนั้นสูงเหลือเกิน

 

ต้นทุนประเภทต่างๆ ทั้งปุ๋ย ที่ดิน ความรู้ วิทยาการ ที่รัฐไม่เคยให้โอกาสเหล่านี้

 

ค่าใช้จ่ายมันจึงสูงเกินไปสำหรับเกษตรกรที่จะแบกรับไหว

 

ยังไม่นับ การรับจ้างปลูกที่อำนาจการตัดสินใจอยู่ในมือนายทุน ที่เน้นพืชผลที่สวยงาม มีปริมาณมากเพื่อให้ขายได้กำไรมากที่สุดอีก 

 

สายตาของคนทั่วไปอาจจะเข้าใจเกษตรอินทรีย์อย่างผิวเผินว่า ทำไม่ยาก

 

จริงอยู่ที่การเพาะปลูกโดยพึ่งพิงธรรมชาติมีมานานแล้ว โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาเคมีภัณฑ์

 

แต่เมื่อโลกเปลี่ยนเข้าสู่การเกษตรที่เป็นทุนรวมทั้งผนวกเอาวิทยาศาสตร์เข้าช่วยแล้ว ที่ดินส่วนใหญ่ที่ฉาบด้วยสารเคมีเหล่านี้ก็ไม่ได้กลับสู่วิถีดั้งเดิมอีกเลย

 

จนกระทั่งระยะหลังที่คนเริ่มกลับมาใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น แต่แปลงเกษตรเหล่านี้ก็มีน้อย และยังทยอยปิดตัวไปบ้างหลังจากไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยปัญหาดังกล่าว

 

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจบอกว่า ไม่จริง

 

เพราะเกษตรอินทรีย์ใช้ของต่างๆ จากธรรมชาติมาบำรุงพืชและดิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ต้องซื้อหา

 

ข้อโต้แย้งดังกล่าวมันมีส่วนถูก...แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

 

การเพาะปลูกในแปลงเกษตรแปลงใหญ่ ต้องการปุ๋ยที่มีธาตุอาหารที่เหมาะสมกับพืชเป็นจำนวนมาก

 

ซ้ำร้ายพื้นดินบางพื้นที่ที่ประสบปัญหาจากพิษของปุ๋ยเคมี ก็ไม่สามารถให้พืชผลที่สมบูรณ์ได้ในระยะเวลารวดเร็ว

 

เกษตรหลายคนประสบภาวะขาดทุน และยกธงขาวตั้งแต่ยังไม่เริ่ม...

 

การไล่แมลงก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พวกเขาต้องเผชิญ

 

ในการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมักมีการรบกวนจากแมลงเป็นปกติวิสัย การใช้สมุนไพรฉีดพ่นแทนยาฆ่าแมลงต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจในการผลิตของเหล่านี้ที่ดีพอ

 

การไล่แมลงต้องทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีการจ้างแรงงานและค่าจ้างบ่อยกว่าการฉีดพ่นด้วยสารเคมีซึ่งให้ฤทธิ์ที่แรง

 

นี่ยังไม่นับรวมถึงมาตรฐานของการเพาะปลูกพืชผักอินทรีย์ต่อตลาด ที่ต้องมีกฎระเบียบในการพักฟื้นหน้าดินเป็นระยะเวลานานนับปี ก่อนจะนำพืชเหล่านั้นขายได้ในฐานะผักปลอดสารพิษ

 

หรือการที่จะทำแนวกั้นระหว่างไร่สวนของตัวเองกับไร่สวนอื่นที่ยังปลูกพืชเคมีอยู่ ล้วนใช้เงินทั้งนั้น

 

ผลผลิตน้อยลง ความสมบูรณ์น้อยลง และถูกรบกวนจากแมลงมากขึ้น ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องจัดการ

 

สินค้าเกษตรที่เติบโตขึ้นในไร่สวนช่วงแรกหลังจากปรับเข้าหาการเกษตรอินทรีย์จึงไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ขายไม่ได้ หรือขายได้ราคาน้อย

 

การยืนมองชั้นวางผักในห้างสรรพสินค้าที่แยกให้เห็นระหว่างปลอดสารพิษกับผักปกติ ไม่ได้ช่วยกระตุ้นความเข้าใจที่มาที่ไปของการผลิตให้ผู้บริโภครับรู้ได้เลย

 

ที่กล่าวมานั้นแม้แต่เกษตรกรที่มีความรู้ และที่ดินทำกินก็ยังไม่สามารถทำได้โดยง่าย ไม่ต้องนับรวมถึงเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง เช่าที่นาและรับปุ๋ยยาที่หาง่ายจากนายทุน

 

พวกเขามีทางเลือกไม่มาก...และยังต้องแบกรับความเจ็บป่วยจากสารพิษที่ตัวเองเป็นคนลงทุนฉีดพ่นเองอีกด้วย

 

การที่ผักปลอดสารพิษราคาสูงก็ต้องทำความเข้าใจกับผู้บริโภคให้เห็นความจำเป็นของภาวะราคาที่เป็นอย่างนั้น

 

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันเริ่มมีกลุ่มในประเทศไทยที่เข้าไปร่วมลงทุนกับเกษตรกรและรับผักในชุมชนมากิน ช่วยลดภาระให้เกษตรกร และสร้างความปลอดภัยให้ผู้บริโภคในท้องถิ่นอีกด้วย

 

แต่การที่จะช่วยเหลือเกษตรกรเหล่านี้ได้จริงๆ ก็จำเป็นที่ผู้บริโภคต้องเข้าใจถึงที่มาของผักที่แพงขึ้น พวกเขาสามารถเลือกจ่ายให้ความปลอดภัยหรือสร้างกลุ่มที่มีความผูกพันกับเกษตรกร (ลักษณะสหกรณ์) รู้จักสิ่งที่ตัวเองกินให้มากขึ้น

 

รัฐเองก็ต้องมีส่วนช่วยในการกระจายความรู้ และเป็นที่พึ่งของเกษตรกรเหล่านี้มากกว่าที่เป็น

 

เพราะอย่าลืมว่าทุกครั้งที่เราต้องเผชิญภัยกับอาหารที่กิน ทุกคนล้วนได้รับผลกระทบ

 

เมื่อเป็นอย่างนั้น เราควรสนใจและกำหนดความปลอดภัยกับอาหารที่กินอย่างจริงจัง...

 

ความคิดเรื่อง “แนวร่วมปลอดสารพิษ” นั้นก็เพื่อให้ชีวิตปลอดภัย ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงสำหรับผู้บริโภคเท่านั้น

 

แต่ยังช่วยให้การลงทุนลงแรงของเกษตรกรอยู่รอดปลอดภัยได้อีกด้วย.

 



คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)