ซีรีส์สิทธิสตรี ตอนที่ 1/4 | จ้างสาวสวยอุ้มบุญครึ่งล้าน-แบ่งจ่าย 6 งวด ธุรกิจจัดหาคนตั้งครรภ์แทนเกลื่อนเฟซบุ๊ก

28 มกราคม 2562 | อ่านแล้ว 423 ครั้ง    

 

พบเพจเฟซบุ๊กจัดหาหญิงหน้าตาดีตั้งครรภ์แทนแลกค่าตอบแทนครึ่งล้าน แบ่งจ่าย 6 งวด ส่อผิด พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีฯ ห้ามเป็นธุระจัดหา-คนนอกครอบครัวตั้งครรภ์แทนตำรวจรับเอาผิดผู้จ้างและผู้รับจ้างได้ยาก นักวิชาการชี้หญิงรับอุ้มบุญไร้การคุ้มครองทั้งร่างกายและจิตใจ ด้าน สธ. เตรียมตรวจสอบ

หนังสือพิมพ์ลูกศิลป์ตรวจสอบสถานการณ์รับจ้างอุ้มบุญในสื่อสังคมออนไลน์ สืบค้นจากคำว่า
อุ้มบุญ พบว่า ในเฟซบุ๊กมีเพจเปิดสาธารณะทั้งหมด 4 เพจ มีพฤติการณ์ 3 ลักษณะคือ ประกาศหาคนอุ้มบุญเป็นรายบุคคล เป็นนายหน้าจัดหาคนอุ้มบุญ และรับซื้อไข่ของสตรี

เมื่อเข้าไปติดตามในเพจที่ชื่อ ‘อุ้มบุญบริจาคไข่’ พบว่า มีความเคลื่อนไหวแทบทุกวัน มีการประกาศหาแม่อุ้มบุญ และรับซื้อไข่ของผู้หญิง ระบุว่า ต้องการแม่อุ้มบุญอายุ 20-35 ปี ส่วนสูง 150 เซนติเมตร ขึ้นไป น้ำหนักไม่เกิน 70 กิโลกรัม พักบ้านพักที่นายหน้าจัดหาให้ และคลอดในประเทศไทยหรือต่างประเทศ เช่น ประเทศลาว หรือกัมพูชา และรับซื้อไข่ของผู้หญิงรูปร่างสมส่วนกับส่วนสูง หน้าตาน่ารักไปจนถึงสวย เป็นต้น มีค่าตอบแทนแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 400,000 บาท

เผยแบ่งจ่าย 6 งวด

ส่วนวิธีการจ่ายเงิน ระบุว่า จะแบ่งจ่ายเป็น 6 งวด คือ งวดแรกใส่ตัวอ่อนจ่ายเงิน 5,000 บาท งวดถัดมาตรวจฮอร์โมน หากตั้งครรภ์จ่ายเงิน 5,000 บาท งวดที่ 3 สัปดาห์ที่ 8 ตรวจหาคลื่นหัวใจเด็ก หากเจอชีพจรจ่ายเงิน 15,000 บาท งวดที่ 4 ระหว่างรอคลอดตลอด 6 เดือน จ่ายเงินเดือนละ 15,000 บาท รวมเป็น 90,000 บาท งวดที่ 5 รอคลอดช่วงเดือนที่ 8 จ่ายเงิน 20,000 บาท และงวดสุดท้าย คลอดเสร็จรับเงินส่วนที่เหลือและได้รับส่วนต่างพิเศษจากลูกค้าแล้วแต่ราย

หญิงสาวรายหนึ่งเปิดเผยกับทีมข่าวว่า เคยรับจ้างอุ้มบุญกับเพจนี้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยติดต่อผ่านทางกล่องข้อความของเพจ เมื่อตกลงกันเรียบร้อย นายหน้าจึงนัดตนไปตรวจร่างกาย จากนั้น 2 สัปดาห์ถัดไปก็ให้ตนไปใส่ตัวอ่อนที่คลินิก ในช่วงนี้นายหน้ายังให้ตนกินยากระตุ้นการตกไข่ อย่างไรก็ดี ตรวจพบว่า ไม่ตั้งครรภ์ จึงได้เงินแค่งวดแรกเพียงงวดเดียว


กม. ห้ามคนนอกครอบครัวตั้งครรภ์แทน-ห้ามจัดหา


เมื่อตรวจสอบ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 (กฎหมายอุ้มบุญ) มาตรา 21 และ 22 บัญญัติว่า การอุ้มบุญต้องเป็นญาติในครอบครัวของฝ่ายสามีหรือภรรยาเท่านั้น เว้นแต่ไม่มีญาติก็สามารถใช้ผู้หญิงคนอื่นอุ้มบุญแทนได้ แต่ต้องเป็นสตรีที่เคยมีบุตรมาก่อน และใช้อสุจิของสามีกับไข่ของภรรยาเท่านั้น


นอกจากนี้ มาตรา 24 ยังห้ามมิให้อุ้มบุญเพื่อประโยชน์ทางการค้า ฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 48 คือ จำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท ส่วน มาตรา 27 และ 28 ยังห้ามเป็นคนกลาง นายหน้า ยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นเพื่อเป็นการตอบแทนให้มีการตั้งครรภ์ และห้ามโฆษณาให้แพร่หลาย ฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 49 คือ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตำรวจยอมรับเอาผิดยาก

พ.ต.อ. เดชา พรมสุวรรณ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ ผู้เคยรับผิดชอบคดีอุ้มบุญชิเกตะ ซึ่งเป็นกรณีคนญี่ปุ่นจ้างแม่อุ้มบุญในประเทศไทยพร้อมกัน 13 คน เมื่อปี 2557 ยอมรับว่า ตามจับเพจที่จัดหาผู้หญิงมาอุ้มบุญยาก เพราะไม่สามารถระบุตัวตนผู้จ้างและผู้รับจ้างได้ชัดเจน การดำเนินคดีจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเกิดการฟ้องร้องกันขึ้น


“เมื่อฟ้องร้องกันแล้วยังมีช่องโหว่อีกคือ เมื่อฉีดตัวอ่อนเข้าไปแล้ว ไข่ของผู้บริจาคก็จะรวมเข้ากับไข่ของแม่อุ้มบุญ จึงไม่สามารถสืบหาได้ว่า ผู้ว่าจ้างตัวจริงคือใคร” พ.ต.อ. เดชา กล่าว

ชี้ กม. ไม่สอดคล้อง ทำหญิงรับอุ้มบุญไร้การคุ้มครอง

ด้าน นางนัยนา สุภาพึ่
 ที่ปรึกษามูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวว่า เนื้อหาในกฎหมายสะท้อนมุมมองของรัฐว่า การอุ้มบุญเป็นเรื่องศีลธรรม จริยธรรม จึงไม่ควรมีค่าตอบแทนเพราะชีวิตมนุษย์มีคุณค่ามากกว่านั้น แต่เมื่อการอุ้มบุญแบบถูกกฎหมายต้องตรวจประเมินความพร้อมด้านร่างกาย จิตใจ สภาพแวดล้อมของผู้หญิงที่รับอุ้มบุญ และผู้บริจาคอสุจิ หรือไข่ที่จะนำมาดำเนินการใช้เวลานาน จึงทำให้เกิดอาชีพนายหน้าเข้ามามีบทบาทจนกลายเป็นการอุ้มบุญเถื่อน ผู้หญิงที่รับอุ้มบุญเถื่อนก็จะไร้การคุ้มครองทั้งด้านสุขภาพและกฎหมาย

“พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีฯ จึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ส่งผลเสียต่อผู้หญิงที่รับอุ้มบุญ เคยมีกรณีหญิงไทยรับอุ้มบุญให้กับชาวออสเตรเลียแล้วเด็กเกิดมาพิการทางสมอง คู่สามีภรรยาจึงไม่ขอรับเด็กคนนั้นเป็นบุตร ตกเป็นภาระของหญิงผู้นั้นแทน แต่ถ้าเปิดอุ้มบุญแบบเสรีที่สามารถตรวจสอบขั้นตอนต่าง ๆ ในการอุ้มบุญได้ จะทำให้สร้างความเท่าเทียมให้กับผู้หญิงได้ จึงควรมีกฎหมาย หรือสวัสดิการที่ชัดเจนรับรองหญิงที่รับอุ้มบุญ” นางนัยนา กล่าว

แพทย์ห่วงเสี่ยงค้ามนุษย์ ยัน กม. ก้าวหน้าสุดในอาเซียน

นพ.กำธร พฤษานานนท์ รองศาสตราจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตคณะอนุกรรมการเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ยกร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 กล่าวว่า การอุ้มบุญมีความละเอียดอ่อนในแง่ความเชื่อและในแง่สังคมค่อนข้างมาก เพราะการไปว่าจ้างใครก็ตามเพื่อให้มีการตั้งครรภ์แล้วมอบเด็กให้อาจจะเสี่ยงกับภาวะที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ซึ่งในหลายประเทศเป็นห่วงประเด็นนี้

“ผมไม่ได้กล่าวว่า การทำอุ้มบุญคือค้ามนุษย์ แต่ก็มีความเสี่ยงตรงนี้ค่อนข้างมาก ยิ่งทำเป็นธุรกิจเปิดเพจ เป้าหมายของนายหน้าคือหากำไร หมายความว่า เขาคงคิดว่าทำอย่างไรจึงจะมีกำไรสูงสุด” นพ.กำธร กล่าว 

นพ.กำธร กล่าวอีกว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นไปตามกฎหมายอุ้มบุญของต่างประเทศที่ได้รับการรองรับ เป็นกฎหมายที่ทันสมัยและเป็นต้นแบบให้กับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ทำตาม ซึ่งตนเห็นด้วยกับกฎหมายและคิดว่าครอบคลุมดีแล้ว  ถือว่าใช้ได้ในระดับหนึ่ง เพียงแต่กฎหมายไทย เมื่อออกบังคับใช้จริง ๆ แล้วมีการอะลุ่มอล่วยในการดำเนินกฎหมายค่อนข้างมาก ไม่เด็ดขาดอย่างต่างประเทศ

สธ. เด้งรับ เตรียมสอบเพจจัดหาอุ้มบุญ

 

นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงว่า การรับจ้างอุ้มบุญในเพจเฟซบุ๊กเป็นปัญหาที่เจอตั้งแต่ก่อนออกกฎหมายอุ้มบุญเมื่อปี 2558 เมื่อกรมฯ ตรวจสอบก็พบว่า เป็นเพียงแค่เพจเก่าหรือรูปโฆษณาเมื่อหลายปีก่อนเท่านั้น อย่างไรก็ดี กรมฯ จะไปตรวจสอบเพจดังกล่าวที่มีการกล่าวอ้าง

 

ยังมีการพิจารณากฎหมายอุ้มบุญอยู่ตลอดเดือนละ 1 ครั้ง ไม่มีกฎหมายไหนที่จะสมบูรณ์ เมื่อออกกฎหมายมาแล้วมีประเด็นและปัญหาก็ต้องคอยมาปรับอยู่เรื่อย ๆ ให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้นในอนาคต ล่าสุดกำลังพิจารณาเรื่องการกำหนดอายุของแม่อุ้มบุญว่า อายุเท่าไหร่ที่สามารถทำได้นพ.ธงชัย กล่าว

สามารถดูคลิปวิดีโอได้ที่
www.ictsilpakorn.com/ictmedia/detail-vdo.php



เรื่องและภาพโดย ฬิกา อธึกธนากร นักศึกษาวารสารและหนังสือพิมพ์ ชั้นปีที่ 3 รุ่น 10

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)