พบ 4 เงื่อนไขบีบเกษตรกรใช้สารเคมี

11 กุมภาพันธ์ 2562 | อ่านแล้ว 394 ครั้ง    

พบ 4 ปัจจัย พ่อค้าคนกลางต้องการผักไร้ตำหนิ-ไร้ตลาดพืชอินทรีย์-ต้นทุนสูง-รถเร่ขายสารเคมีบุกถึงไร่อัดโปรโมชั่น บีบเกษตรกรเพชรบุรีจำต้องใช้สารเคมีเพาะปลูก สธ.จังหวัดเผยผลตรวจผักผ่านเกณฑ์แต่ยังมีสารตกค้าง กรมส่งเสริมการเกษตรอัดเงิน 9 พันต่อไร่ ยาว 3 ปี จูงใจเปลี่ยนทำเกษตรอินทรีย์

 

“ลองใช้เกษตรอินทรีย์ 1 ไร่ ปรากฏว่า ข้าวไม่แตกกอ มีหนอนคอรวง รวงข้าวแห้งไม่เขียวไม่งาม เคยได้ผลผลิต 800 กิโลกรัมต่อไร่ ก็เหลือไม่ถึง 500 กิโลกรัม ต้นทุนยังสูงกว่า 2 เท่า แถมเก็บเกี่ยวได้แค่ครั้งเดียวต่อปี”

 

นายประเสริฐ เหลิมทอง วัย 61 ปี เป็นเกษตรกรผู้จำต้องปลูกข้าวด้วยสารเคมีต่อไปบนพื้นที่ 40 ไร่ ใน อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี พื้นที่ที่มีข้าว กล้วย และมะนาว เป็นพืชเศรษฐกิจ อันดับ 1 ของจังหวัด ตามรายงานภาวการณ์ผลิตพืชล่าสุดปี 2560 สำนักงานเกษตรอำเภอ จ.เพชรบุรี  

 

เขาบอกว่า แม้สหกรณ์การเกษตรบ้านลาดจะให้ราคาข้าวที่ปลูกโดยปลอดสารเคมี หรือที่เรียกว่า เกษตรอินทรีย์ ตันละ 9,000-10,000 บาท สูงกว่าข้าวทั่วไปที่ให้ราคาเพียงตันละ 6,000-7,000 บาท แต่สหกรณ์ก็มีเกณฑ์ในการตรวจละเอียดโดยต้องมีใบรับรองการปฏิบัติที่ดีด้านการผลิตสินค้าเกษตร (Good Agriculture Practices หรือ GAP) มาแสดง นอกจากนี้ ยังมีค่าขนส่งไปไกกว่า 10 .กิโลเมตร เทียบกับปลูกข้าวทั่วไปที่มีรถเร่ขายสารเคมีเข้ามาขายถึงไร่ แจกแถมเครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องไฟฟ้า จับฉลากชิงโชค ผลผลิตที่ได้ก็ส่งโรงสีเอกชนใกล้แปลงนาที่อยู่ถัดไปจากไร่ บวกลบต้นทุนแล้วคุ้มกว่ากันเยอะ

 

ไม่ต่างจากนางประหยัด อ่อนแสง เจ้าของไร่มะนาวพื้นที่ 5 ไร่ ในอำเภอเดียวกัน ซึ่งเคยทดลองใช้สารชีวภาพจำพวกสารธรรมชาติชนิดหนึ่งที่มีในสัตว์กระดองแข็งและขาเป็นปล้อง เช่น เปลือกกุ้ง กั้ง และกระดองปู ราคาลิตรละ 600-700 บาท แทนสารเคมีที่มีราคาลิตรละ 350-380 บาท ทำให้เธอต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น

 

เคยลองใช้สารอินทรีย์แล้วผลที่ได้ก็ขนาดเท่า ๆ กันกับใช้สารเคมีแต่ได้จำนวนน้อยกว่า ตอนขายก็ได้แค่ 15,000-20,000 บาท ต่อการเก็บหนึ่งครั้ง จึงกลับมาใช้สารเคมีเหมือนเดิมเพราะได้ผลผลิตมากขึ้นและขายได้รายได้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวนางประหยัด กล่าว

 

แม้รัฐจะมีนโยบายส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติปี 2561-2564 โดยจัดอบรมนักวิชาการเกษตรส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้ไปสอนเกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ และมีโครงการส่งเสริมให้ไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารเกษตรอินทรีย์ รวมถึงผลักดันการส่งออกอาหารประเภทเกษตรอินทรีย์ในตลาดต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ล่าสุดยังได้ประกาศยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เมื่อเดือนเมษายน ปี 2560 ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศไม่น้อยกว่า 600,000 ไร่ และเพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 30,000 ราย รวมถึงเพิ่มสัดส่วนตลาดเกษตรอินทรีย์ทั้งในและต่างประเทศ เป็นร้อยละ 40 และ60 ตามลำดับ ภายในปี 2564

 

แต่จากการสำรวจของหนังสือพิมพ์ลูกศิลป์ศูนย์ข่าวเพชรบุรี ใน อ.บ้านลาด และ อ.ท่ายาง ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกหลักของจังหวัด ในช่วงเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน ปีที่ผ่านมา พบว่า เกษตรกรกว่า 10 ราย ระบุตรงกันว่า ยังต้องใช้สารเคมีในการเพาะปลูกเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์การรับซื้อของพ่อค้าคนกลางในตลาดที่ต้องการผลผลิตที่สวย ผลใหญ่ ไม่มีรอยแมลงหรือศัตรูพืช

 

พวกเขายังบอกว่า สหกรณ์การเกษตรจะให้ความสำคัญและรับประกันราคาสินค้าเฉพาะพืชเศรษฐกิจเท่านั้น คือข้าวและกล้วยหอมทองอินทรีย์


อ้างผักใบสวย-มะนาวลูกใหญ่ถึงขายออก

 

นางปทุม พรหมเชื้อ เจ้าของแผงขายผักในตลาดกลางการเกษตรบ้านลาด กล่าวว่า ต้องเลือกผักที่สวย ขนาดใหญ่ และไม่มีรอยตำหนิ ถึงจะขายออกเพราะผู้บริโภคชอบ ยอมรับว่า ไม่ได้ตรวจสอบเรื่องการใช้สารเคมีกับเกษตรกร เช่นเดียวกับนางสีนวล แสนท้องฟ้า ผู้ค้ามะนาวในตลาดแห่งเดียวกัน กล่าวว่า เกณฑ์การเลือกซื้อมะนาวจากเกษตรกร จะดูจากขนาดเพราะมีผลต่อราคาขาย เช่น ลูกใหญ่ราคา 4 บาท ลูกเล็กราคา 1 บาท 80 สตางค์

 

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามผู้กระจายสินค้าในตลาดแห่งนี้อีกกว่า 10 ราย ระบุตรงกันว่า จะขายผักได้ต้องมีใบสวย ไม่มีรอยตำหนิจากแมลงหรือโรคพืช ผลไม้ก็เช่นเดียวกันต้องผลใหญ่ ผิวสวย พวกเขายังบอกว่า ไม่มีความรู้และไม่เห็นความสำคัญเรื่องสารเคมีในพืชผัก


สหกรณ์รับหาตลาดผักปลอดสารยาก

 

นายศิริชัย จันทร์นาค ผู้จัดการสหกรณ์อำเภอบ้านลาด ยอมรับว่า สหกรณ์ประกันราคาให้เพียงกล้วยหอมและข้าวบางพันธุ์เท่านั้น แต่พืชชนิดอื่นที่ปลอดสารเคมีได้จัดให้มีตลาดปลอดภัยเพื่อรองรับผลผลิตจากเกษตรกร แต่ตอนนี้มีผู้เข้าร่วมแค่ 20 รายพื้นที่รวม 200 ไร่เท่านั้น

 

“ปัญหาคือ ไม่สามารถหาตลาดมารองรับเกษตรปลอดสารเคมีได้ ทำให้ราคาผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์ได้ราคาเท่ากับผลผลิตที่ใช้สารเคมี ทั้งที่ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์ควรจะได้ราคาที่สูงกว่า เพราะใช้ต้นทุนสูงกว่าและปลอดภัยกับผู้บริโภคมากกว่า ผลผลิตทั่วไป 5 บาท ถ้าเป็นอินทรีย์ให้ 10 บาท แบบนี้เกษตรกรก็อยากทำอินทรีย์ส่งให้ แต่ความเป็นจริงคือ มันไม่มีคนซื้อ ผลผลิตแบบอินทรีย์ขายผู้บริโภคค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นตลาดของคนรักสุขภาพซึ่งคนที่มีกำลังซื้อมีจำนวนไม่มาก” นายศิริชัย กล่าว 

 

นายธีรวุฒิ คล้ายเคลื่อน พาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี ชี้แจงว่า ได้ช่วยหาตลาดโดยขอความร่วมมือกับตลาดศรีเมือง ห้างสรรพสินค้าสำหรับวางจำหน่ายสินค้าอินทรีย์ รวมถึงโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเพชรบุรี ในการนำผักปลอดสารไปทำเป็นอาหารสำหรับผู้ป่วย

 

ครวญอินทรีย์ไปไม่รอดเพราะไม่คุ้ม

 

แม้จังหวัดเพชรบุรีจะมีโครงการรณรงค์ให้เกษตรกรมาร่วมขายสินค้าในตลาดปลอดภัยไม่ใช้สารเคมีในการเพาะปลูก ตั้งแต่ปี 2554 แต่จากการสอบถามผู้เพาะปลูกด้วยเกษตรอินทรีย์ในอำเภอท่ายางจำนวน 5 ราย พวกเขาระบุตรงกันว่า ต้นทุนไม่มากพอ และสวนรอบข้างยังใช้เคมี ทำให้ไม่คุ้มค่าแรงกับเวลาในการดูแลเพาะปลูก

 

โดย นายเชาว์ แตงอ่อน เกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชน หมู่บ้านโป่งสลอด เจ้าของไร่ข้าวอินทรีย์ 30 ไร่ ใน อ.บ้านลาด กล่าวว่า เคยทำนาข้าวแบบเคมีมาก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นอินทรีย์ แต่การทำเกษตรแบบนี้มีขั้นตอนเยอะ เริ่มจากปรับเปลี่ยนสภาพดินที่เสื่อมจากสารเคมีให้กลับมาเป็นสภาพเดิม ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี และต้องหมักดินอย่างน้อย 5-7 วัน ก่อนปลูก เพื่อให้วัชพืชย่อยสลายมีแร่ธาตุในดินจะได้เพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังต้องมีอุปกรณ์ที่พร้อมทั้งเครื่องเคล้าปุ๋ย โรงเก็บปุ๋ย และอุปกรณ์สำหรับการจัดการน้ำ

 

"มันจึงยุ่งยากและใช้เวลานาน แต่เศรษฐกิจก็บีบให้เกษตรกรต้องรีบทำผลผลิตออกมาให้ได้เพื่อขายเอาเงินมาใช้หนี้จึงเป็นเงื่อนไขบีบให้พวกเขายังต้องใช้สารเคมีต่อไป"  นายเชาว์ กล่าว

 

เผยรถเร่ขายสารเคมีบุกถึงไร่

 

นายอานนท์ ทัศนา เจ้าของร้านเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรในตลาดหนองบ้วย อ.ท่ายาง เปิดเผยว่า ยาฆ่าหญ้าที่เป็นสารจำพวกพาราควอต และ ไกลโฟเซต ขายได้ตลอด ส่วนยาฆ่าแมลงที่มีสารจำพวกอะบาเม็กติน ไซเปอร์เมทริน และคลอร์ไพริฟอส ขายดีในช่วงฤดูแล้งที่มีแมลงเยอะ อย่างไรก็ดี ได้แนะนำเกษตรกรให้ใช้สารเคมีอย่างถูกวิธีและแนะนำให้เกษตรกรใช้สารอินทรีย์ชีวภัณฑ์ที่ตนขายร่วมด้วย

 

“ปัญหาคือ มีรถเร่ขายสารเคมีเข้าไปหาเกษตรกรโดยตรงถึงสวน และขายถูกกว่าเพราะไม่ต้องเสียภาษีสิ่งแวดล้อมและค่าต่อใบอนุญาตเหมือนร้านค้าทั่วไป บางครั้งก็ให้เกษตรกรเอาไปใช้ก่อนแล้วค่อยเก็บเงินหลังจากขายผลผลิตได้ และยังมีตัวแทนบริษัทสารเคมีเข้าไปทำแปลงสาธิตให้เกษตรกรแล้วโฆษณาให้ไปซื้อสารเคมีที่ร้านซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายของพวกเขา ทั้งหมดนี้ไม่ได้ให้ความรู้ที่ถูกต้องในการใช้สาร แต่เกษตรกรก็ซื้อเพราะลดต้นทุนในการผลิตลงได้ ส่วนสารวัตรเกษตรที่มีหน้าที่ตรวจก็มีน้อยและส่วนใหญ่จะเข้ามาตรวจที่ร้านไม่ได้เข้าไปตรวจไร่ ก็จัดการไม่ได้”

 

นายสำราญ พ่วงสกุล ผู้เชี่ยวชาญเกษตรชำนาญการหรือสารวัตรเกษตร กรมวิชาการเกษตร จ.เพชรบุรี ยอมรับว่า ได้รับแจ้งเรื่องรถเร่ขายสารเคมีบ่อยครั้ง แต่ตามจับไม่ทัน เนื่องจากรถเร่จะเข้าไปถามและนัดส่งสินค้าให้เกษตรกรภายหลัง

 

 

ผลตรวจผักผ่านเกณฑ์ สธ.ยันอยู่ระดับปลอดภัย

 

ด้านรายงานผลการตรวจสารเคมีจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี ปี 2560 ระบุว่า จากการทดสอบกลุ่มตัวอย่างพืชผัก 3,158 ตัวอย่าง ด้วยชุดทดสอบคุณภาพและความปลอดภัยทางอาหาร (เทสท์ คิดส์) ผ่านมาตรฐาน 3,161 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 95.48 และตกมาตรฐาน 143 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 4.52

 

นางจีราวรรณ พิงภักดิ์ เภสัชกรปฏิบัติการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี ชี้แจงว่า ส่วนที่ผ่านมาตรฐานไม่ใช่ว่าไม่มีสารเคมีตกค้าง แต่อาจมีอยู่แต่อยู่ในระดับปลอดภัยไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ส่วนตกมาตรฐาน คือ มีปริมาณสารเคมีตกค้างในระดับอันตราย

 

ติงรัฐมีนโยบายเกษตรไม่ชัด

 

นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีจำกัดศัตรูพืช (ไทยแพน) กล่าวว่า นโยบายการเกษตรของไทยไม่มีความชัดเจนว่า ต้องการพืชแบบใด การใช้สารเคมีในพืชผลทางการเกษตรจึงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง คือไม่มีการควบคุมการนำเข้าสารเคมีอันตรายทั้งที่หลายประเทศยกเลิกการใช้แล้ว และไม่มีการคุมการโฆษณาหรือการส่งเสริมการขายสารเคมี รวมถึงผู้ขายสารเคมีอาจมีความรู้ไม่มากพอในการให้คำแนะนำการใช้สารเคมีของเกษตรกร ไม่มีระบบในการเฝ้าระวัง ติดตามข้อมูล และ ติดตามผลกระทบต่อเกษตรกร

 

นายเดชรัต สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า รัฐต้องตรวจมาตรฐานสินค้าการเกษตรก่อนถึงมือผู้บริโภคอย่างจริงจังรวมถึงไปตรวจในแปลง จะทำให้สินค้าเกษตรอินทรีย์มีมากขึ้นจนสินค้าที่มีสารเคมีเกินค่ามาตรฐานลดลง พร้อมไปกับให้ความรู้เกษตรกรเรื่องการกำจัดศัตรูพืชวิธีอื่นที่ไม่พึ่งสารเคมี


รัฐอัดเงิน9พันต่อไร่3ปี หวังเปลี่ยนทำอินทรีย์

 

นายวันชัย คนงาม เกษตรจังหวัดเพชรบุรี ชี้แจงว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีนโยบายให้ความรู้เกษตรกรเกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ และเห็นความสำคัญของการบันทึกปริมาณการใช้สารเคมีอย่างสม่ำเสมอ แต่ปัญหาที่พบ คือ เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุประมาณ 60-70 ปี มักไม่จดบันทึกการใช้สารเคมีที่เป็นสิ่งจำเป็นในการยื่นขอใบรับรองการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ จึงจะแก้ปัญหาโดยการให้นักวิชาการเกษตรลงพื้นที่ไปช่วยจดบันทึก ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงกำลังเริ่มโครงการ

 

นายวันชัย กล่าวอีกว่า ขณะนี้ตลาดที่รับซื้อสินค้า เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม หรือโรงพยาบาล เริ่มที่จะขอใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ก่อนตัดสินใจรับซื้อสินค้า แต่ในตอนนี้มีเกษตรกรได้ใบรับรองเพียง 37 คน กรมฯ จะให้เงินสนับสนุนเกษตรกรที่ต้องการทำเกษตรอินทรีย์ในระยะเวลาการปรับเปลี่ยนทั้งหมด 3 ปี เป็นเงิน 9,000 บาทต่อไร่ และร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้คำแนะนำวิธีการทำเกษตรอินทรีย์ เดือนละ 2 ครั้ง ที่ศูนย์การเรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการเกษตรซึ่งมีในทุกอำเภอของจังหวัด



เรื่องและภาพโดย นักศึกษาวารสารและหนังสือพิมพ์ ชั้นปีที่ 2 รุ่น 11

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)