“ครูนาง” แม่พระของเด็กเร่ร่อน

19 กุมภาพันธ์ 2556 | อ่านแล้ว 2082 ครั้ง    

ขอขอบคุณภาพประกอบจากรายการ "คนค้นคน" 

 

“ครูนาง”  แม่พระของเด็กเร่ร่อน

 

แด่..คุณครูผู้สร้างชีวิตทุกคน

สถานที่บริเวณใต้สะพานพุทธ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา

เป็นที่สำหรับทำมาหากินของพ่อค้าแม่ค้าตลาดนัดกลางคืน

แต่สำหรับคนบางกลุ่มเขาได้อาศัยพื้นที่ว่างใต้สะพานเป็นที่หลับนอนเปรียบเสมือนบ้าน

ภาพของเด็กที่แต่งกายโทรมๆ เนื้อตัวมอมแมม อาจเป็นภาพที่คนเมืองเห็นกันจนชินตา และเรียกพวกเขาว่า “เด็กเร่ร่อน”

แต่การที่พวกเขาอาศัยพื้นที่สาธารณะเป็นที่อยู่ที่นอน ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีใคร...ยังมีบุคคลตัวเล็กๆที่ใครจะเชื่อว่าบุคคลที่พวกเขาเคารพนับถือเป็นเหมือนผู้ปกครองนั้นจะเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ดูทะมัดทะแมง และมีสายตาอันอ่อนโยน

จุดเริ่มต้นของครูข้างถนน

ข้างกายเด็กเร่ร่อน ผู้หญิงคนหนึ่งลงไปคลุกคลีกับเด็กๆ มากกว่า 10 ปี

นางสาวนริศราภรณ์  อสิพงษ์ หรือครูนาง  หัวหน้าแผนกครูข้างถนน แห่งมูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคลในพระอุปถัมภ์ หรือศูนย์เมอร์ซี่  ผู้ลงปฏิบัติงานภาคสนามทั้งพื้นที่สะพานพุทธ และพื้นที่อื่นๆในกรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยเหลือเด็กเร่ร่อน และเด็กกลุ่มเสี่ยง ในแทบจะทุกเรื่องที่เด็กประสบปัญหาอยู่ ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่อยากเห็นเพื่อนมนุษย์ได้พ้นจากทุกข์ที่พวกเขาเผชิญอยู่

ครูนางเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นครูข้างถนนว่า  เมื่อก่อนเธอไม่เคยรู้จักคำว่าเด็กเร่ร่อนหรือครูข้างถนน  แต่เมื่อได้ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับเพื่อนมนุษย์  เธอก็ไม่ได้เพิกเฉย  ประกอบกับเป็นช่วงที่กำลังขาดแคลนบุคลากรในหน่วยงานโครงการพัฒนาเด็กด้อยโอกาส  เธอจึงตัดสินใจจากบ้านเกิดที่จังหวัด  ศรีสะเกษเพื่อเข้ามาทำงานในฐานะของครูข้างถนน

“ตอนแรกไม่รู้จุดหมายว่าจะทำอย่างไรที่จะเข้าหาเด็กๆ  ก็มีผู้รับผิดชอบโครงการของทางหน่วยงานพาลงพื้นที่สะพานพุทธไปพบกับเด็กเร่ร่อน  2-3 ครั้ง หลังจากนั้นครูก็ลงพื้นที่เองพร้อมกระเป๋าเป้ 1 ใบ” เธอเล่าถึงความหลังของการเป็นครูข้างถนนด้วยแววตาเป็นประกายมุ่งมั่น

ก้าวย่าง 10 ปี บนพื้นที่ชีวิต

กว่า 10 ปี ที่ได้คลุกคลี และช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนในรูปแบบต่างๆ ทั้งส่งไปเรียนหนังสือ สอนให้ทำงาน รวมทั้งใช้ธรรมะขัดเกลาจนเด็ก ๆ ได้บวชเรียน ทำให้เธอเห็นว่าเด็กเหล่านี้ไม่ได้เป็นคนก้าวร้าวอย่างที่ใครๆ มอง เธอจึงพยายามทำงานแก้ปัญหาและช่วยเหลือเด็กๆ ในทุกเรื่อง ด้วยความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะเห็นพวกเขาหลุดพ้นจากวังวนชีวิตเช่นนี้  

ครูนางให้ความสนิทสนมกับเด็กๆ  เป็นได้ทั้งครู  พ่อแม่  และเพื่อน  ยามที่เด็กต้องการความช่วยเหลือจะขอคำปรึกษาจากเธอ 

บางคนไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าแม่บังเกิดเกล้าของตัวเอง  สิ่งที่ครูนางได้หยิบยื่นให้จึงทำให้พวกเขาตระหนักรู้ถึงน้ำใจอันงดงามที่คนๆหนึ่งจะมอบให้กับคนที่ไม่ใช่ญาติ  และไม่เคยรู้จักกันมาก่อน 

แต่มิใช่ว่าครูนางจะเป็นผู้ให้ฝ่ายเดียว  สิ่งดีๆที่ครูนางได้รับกลับมา  นั่นคือความรักและความห่วงใยจากเด็กเร่ร่อนที่เห็นคุณค่าของความจริงใจที่เธอมอบให้ 

“เวลาครูลงพื้นที่  และกลับบ้านดึกๆ  เด็กๆก็จะบอกว่ากลับบ้านดีๆนะครู  พวกผมเป็นห่วง  ทำให้ครูรู้สึกดีและมีกำลังใจในการทำงานอย่างมาก  พอถึงวันแม่  พวกเขานำพวงมาลัยมากราบไหว้ครูเหมือนเป็นการไหว้แม่ที่เขารัก  มันเป็นสิ่งครูที่คาดไม่ถึง  ขนาดเขาใช้ชีวิตอยู่แบบนี้  เขายังมีความคิดดีๆ  เด็กคนอื่นๆ อาจจะไม่คิดแบบนี้ก็ได้”  ครูนางบอกด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขเมื่อได้นึกถึงความรู้สึกประทับใจอันซาบซึ้งที่ได้รับจากเด็กเร่ร่อนเหล่านั้น

วิธีการทำงานของครูนางคือการทำงานเป็นทีม  ทีมครูข้างถนนของศูนย์เมอร์ซี่เป็นต้นแบบของการทำงานกับเด็กเร่ร่อนในพื้นที่  โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเป็นผู้ประเมินการทำงาน  มีการประชุมเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือให้กับเด็ก  แบ่งปันข้อมูลและรวบรวมความคิดทั้งหมด  นำมาประมวลผลและปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานที่เหมาะสมที่สุดกับเด็กเร่ร่อน  เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก

“ครูต้องการทำให้เด็กคิดเป็น  ทำเป็น  ให้เด็กได้ใช้ความสามารถของตัวเอง  การทำงานกับเด็กเร่ร่อนไม่สามารถทำงานได้ภายในช่วงเวลาสั้นๆ  ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป  เพื่อให้เด็กรู้จักคุณค่าของตัวเอง  ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถนำสิ่งเหล่านี้เข้าสู่เด็กทุกคนได้  แต่ครูก็พยายามให้เด็กอดทนและให้กำลังใจเด็กอยู่ตลอด”  ครูนางกล่าวถึงแนวคิดในการทำงาน

พระคุณครู

ด้วยความช่วยเหลือของครูนาง เด็กเร่ร่อนคนหนึ่งเริ่มมีชีวิตที่ดีขึ้น

นายตี๋ (นามสมมติ) วัย  19  ปี  อดีตเด็กเร่ร่อนที่ได้รับความช่วยเหลือจากครูนาง  จนได้ประกอบอาชีพ  และเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น  เล่าให้ฟังว่า  เมื่อก่อนเขาเคยทำผิดกฎหมาย  ทำเรื่องไม่ดีหลายอย่าง  เมื่อพ้นโทษจึงกลับเนื้อกลับตัว  เปลี่ยนแปลงตัวเองเสียใหม่   เขาคิดว่าควรจะเริ่มต้นทำงาน เพื่อหารายได้เลี้ยงชีพตนเอง  จึงเข้าไปขอความช่วยเหลือจากครูนางที่ศูนย์เมอร์ซี่  และได้ทำงานขายนิตยสารเพื่อสังคม  BE Magazine 

“พอพ้นโทษก็คิดว่าถ้ายังทำตัวแบบนี้ต่อไปอนาคตข้างหน้าคงไม่ดีแน่ๆ  เลยโทรหาครูนาง  ถามว่าพอจะมีงานให้ทำไหม  ผมกลับเนื้อกลับตัวแล้ว  ครูนางก็โทรหาพี่ที่ขายนิตยสารให้  โดยบอกว่าต้องขยัน อดทน และมีความกล้า  กำแพงแรกยากเสมอ  และครูนางยังช่วยแนะนำเรื่องของการเข้าสังคม  ถ้าไม่มีครูนาง  ชีวิตผมก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไรต่อไป”  นายตี๋กล่าวด้วยความปลื้มปิติในความเมตตาของครูนาง

เมตตาของครู

สำหรับครูนาง ยังคงมีความเชื่อกับเด็กเร่ร่อนว่า ไม่มีเด็กคนไหนอยากออกมาใช้ชีวิตเร่ร่อน  หากไม่เกิดจากต้นตอปัญหาครอบครัว  ความเข้าใจของคนในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญมาก ความสุขของเด็กคือการได้กลับไปอยู่กับครอบครัว  ได้เรียนหนังสือเหมือนกับเด็กทั่วไป  ได้มีโอกาสทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง 

แต่เด็กหลายคนถูกครอบครัวผลักออกมา  ผู้ปกครองของเด็กเองต้องทำความเข้าใจ  มอบความรัก  ความอบอุ่นในการดูแลเอาใจใส่ให้กับเด็กมากกว่าครูข้างถนนด้วยซ้ำ  เพราะครอบครัวคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กธรรมดาคนหนึ่ง  เป็นเด็กดี  และเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตได้

ด้วยเมตตาครู เด็กเร่ร่อนหลายคน กำลังก้าวย่างไปในทางที่รู้คุณค่าของชีวิตตัว เองมากขึ้



คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร โทร. 0-3259-4033 (วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี) | 0-2233-4995 (กรุงเทพฯ)